1
2

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ it แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ it แสดงบทความทั้งหมด

Simsimi แอพนี้เกิดมาเพื่อฆ่า Siri


ถึงกันตลอด



Simsimi แอพนี้เกิดมาเพื่อฆ่า Siri


เป็นที่ฮือฮากันใน Timeline ทั้ง Twitter และ Facebook น่าดู
เมื่อมีแอพพูดได้คล้าย Siri แต่ว่าเกรียนกว่าหลายเท่าตัวนัก
เจ้าแอพนี้ชื่อว่า Simsimi เป็นแอพหน้าตาน่าเอ็นดู ถือสัญชาติเกาหลี
และตอนนี้กำลังแผ่ขยายสาขาไปอีกหลายประเทศ


Simsimi คือ Chat Bot App ที่ฟังดูเผินๆ เหมือนแอพแชทธรรมดา
แต่ความน่ารักของ Simsimi อยู่ที่มันสามารถพูดไทยได้ และคุยกับเราได้อย่างเป็นวรรคเป็นเวร แถมฉลาดตอบซะอีกแน่ะ ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง


นี่คือ ลองคุยกับเจ้า Simsimi แล้วชมว่าชอบมาก ดูมันตอบสิ.. เอิ่ม..


ซึ่งความฉลาดตอบที่แท้จริงของ Simsimi แล้ว หาใช่การใส่โปรแกรมอัตโนมัติใดๆ ไม่
หากแต่เป็นการช่วยกันใส่คำตอบแบบนานาสารพัน โดยเราๆ ท่านๆ เพราะหากเราคุยกับ Simsimi ไปเรื่อยๆ แล้วมันไม่สามารถตอบได้ เจ้า Simsimi จะออกปากขอให้เราสอนทันที


ซึ่งเมื่อเราเสนอตัวอยากจะสอนละก็ มันส์ทันทีครับ เพราะเจ้า Simsimi จะถามเราว่าถ้ามีคนพูดอย่างนี้ มันควรตอบว่าอย่างไร เช่นนี้เป็นต้น..


และทันทีที่เราพิมพ์สอนไป เจ้า Simsimi ก็จะให้เรากรอก Area Code รหัสประเทศและเบอร์โทรศัพท์มือถือของเรา
พร้อม email ซึ่งจากตรงนี้เองที่ระบบจะกรองว่าเราอยู่ที่ประเทศอะไร และจัดหมวดหมู่ให้คำหรือประโยคที่เราใส่ทันที
โอ้ว มันเริ่ดตรงนี้แหละ ซึ่งหลังจากที่เรากรอกข้อมูลลงไป ระบบจะทำการตรวจสอบประมาณ 30 นาที (ตรวจจริงป่าวแว๊?)


แล้วจึงจะปล่อยคำหรือประโยคเหล่านั้นออกมา ทำให้เจ้า Simsimi กลายเป็น Chat Bot App ที่มีคลังคำจำนวนมหาศาล เรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากระบบ User Generate Content ได้แบบชาญฉลาดเอามากๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคมเพราะ users สามารถจะพิมพ์อะไรลงไปก็ได้ ทำให้แอพนี้ต้องติดเรท 17+ กันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ตัวแอพมีการให้ report หากพบเจออะไรที่ไม่เหมาะสมไปยังนักพัฒนา คาดว่าแอพนี้น่าจะถูกใจขาแชท และฮิทกันระเบิดระเบ้อในอีกไม่ช้าไม่นานแน่นอน ตอนนี้เจ้า Simsimi มีให้โหลดทั้ง iOS และ Android ตามลิ้งค์นี้จ้า


iOS : http://itunes.apple.com/us/app/id375239755?mt=8
Android : https://market.android.com/details?id=com.ismaker.android.simsimi


ส่วนระบบอื่นๆ นั้นเห็นว่า BB มีอยู่ใน App World ของ Indonesia แต่ของไทยไม่แน่ใจว่าเล่นได้มั้ย ถ้ายังงัยมีใครลองเข้าไปโหลดแล้วมาบอกกันด้วยนะจ้ะ ตามลิ้งค์นี้เลย
BB : http://appworld.blackberry.com/webstore/content/40805?lang=th
เครดิต :: faceblog.in.th ::

ข้อมูลเพิ่มเติม...
คุณต้องอายุ 17 ปีขึ้นไปจึงจะดาวน์โหลดแอพพลิเคชันนี้ได้ นี่คือคำเตือน!!!

สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารมากนัก นี่คือแอพพลิเคชันทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ใช้ ชื่อของเจ้าตัวกลมสีเหลืองก็คือ "SimSimi"

หลายคนอาจสงสัยว่านี่คืออะไร ทำไมจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วนัก เรามีคำตอบ



Simsimi (ซิมซิมิ) คือแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่กำลังอินเทรนด์อย่างยิ่งในขณะนี้ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ISMaker จากเกาหลีใต้ มาจากภาษาเกาหลีคำว่า 심심이 (ซิมซิมิ) ที่แปลได้ว่า "เบื่อ" แอพพลิเคชั่นสัญชาติเกาหลี เป็นบอทแชท (Chatting Robot) ที่ดูเผินๆ อาจคล้ายคลึงกับแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้พูดคุยกันธรรมดาทั่วไป เช่นเดียวกับ Line หรือ WhatsApp ที่โต้ตอบพูดคุยเหมือนกับเพื่อน ๆ ทั่วไป แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือการสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นโปรแกรมไว้คุยเล่นเพื่อความสนุกและบันเทิงล้วนๆ

แต่ความสามารถที่ไม่ธรรมดาของ Simsimi ก็คือมันสามารถโต้ตอบและพูดคุยทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆทั่วโลก ทั้งนี้ เนื่องจากคำอธิบายในแอพพลิชันอ้างว่ามีคนเล่นมากกว่าล้านคนต่อวัน โดยจุดเด่นของมันก็คือสามารถเลือกคำตอบได้ฉลาด และบางคำตอบก็มาพร้อมกับความยียวน กวนประสาท ไปถึงขั้นหยาบคาย ที่ทำให้คนเล่นถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียว

ส่วนสาเหตุว่าทำไม Simsimi ถึงเลือกคำตอบได้หลากหลาย เนื่องจาก SimSimi นั้นเรียนคำถาม-คำตอบ จากผู้ใช้ที่ลงแอพพลิเคชั่นไว้โดยตรงโดยที่ทางผู้ พัฒนา ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลก่อน จึงทำให้คำสนทนาโต้ตอบบางคำไม่เหมาะสมไปบ้าง จึงไม่แปลกถ้าหากเราเล่น Simsimi แล้วมีคำพูดประโยคแปลก ๆ หรือมีคำหยาบหลุดออกมา แอพฯ ตัวนี้จึงกำหนดอายุสำหรับผู้ใช้งานที่มีอายุ 17 ปี ขึ้นไป

วิธีการใช้ก็ไม่ยาก เมื่อเราพิมพ์คุยกับ Simsimi แล้ว Simsimi ไม่สามารถตอบกลับมาหาเราได้ SimSimi ก็จะตอบกลับมาว่า Simsimi จะแสดงข้อความ I HAVE NO RESPONSE TEACH ME PLEASE เนื่องจากคำที่เราพิมพ์ไปในครั้งแรกแรกนั้นจะไม่มีในฐานข้อมูล ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องทำการสอน SimSimi ให้เรียนรู้โดยกดเข้าไปเพิ่มคำที่ตรงคำสั่ง ′TEACH′ ด้านล่างของแอพพลิเคชั่น และเพิ่มคำตอบที่ต้องการ

ในช่อง "If someone say" พิมพ์คำที่ Simsimi ไม่รู้จัก และที่ช่อง "Simsimi may response" เป็นข้อความที่ให้ Simsimi โต้ตอบเสร็จ แล้วจึงคลิกปุ่ม OK จากนั้นให้เรากรอก Area Code รหัสประเทศและเบอร์โทรศัพท์มือถือของเราพร้อมอีเมล์ ซึ่งจากตรงนี้เองที่ระบบจะกรองว่าเราอยู่ที่ประเทศอะไร และจัดหมวดหมู่ให้คำหรือประโยคที่เราใส่ทันทีและระบบจะทำการตรวจสอบประมาณ 30 นาที

โดยขณะนี้ SimSimi มีสามเวอร์ชั่นให้เลือกเล่นตามความสะดวกคือ หน้าเว็บ / iPhone และ Andriod เป็นแอพฯฟรีครับ ถ้าเข้าไปเล่นผ่านทางเว็บคุยได้อย่างเดียว

ในกรณีเราคุยกับ Simi แล้วเจอคำหยาบหรือคำที่ไม่เหมาะสม ผู้ใช้สามารถกดที่ข้อความนั้น หากมีผู้ใช้ 2 คนขึ้นไปกดรายงานข้อความนั้นก็จะถูกลบโดยอัตโนมัติ เพื่อ Report ให้ลบข้อความนั้นออกไปได้ นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถกดปุ่ม on/off Bad expression ในส่วน Setting ได้เช่นกัน
:: prachachat.net ::


แชทเล่นกับ คอมพิวเตอร์ของคุณ : http://www.simsimi.com/talk.htm





โลก Online (Offline)



โลก Online (Offline)
โดย : บุญชัย ปัณฑุรอัมพร

เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตและการทำงาน จนทำให้มนุษย์ปรับตัวกันไม่ถูก
ตอนลูกยังเล็กๆ เราว่าลูกดื้อ ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้วลูกไม่ได้ดื้อ แต่ลูกแค่ไม่ทำตามใจเรา พอลูกเข้าสู่วัยรุ่น เราก็ว่าลูกทิ้ง ทั้งที่แท้จริงลูกไม่ได้ทิ้งเราหรอก ลูกแค่ต้องมีสังคมของลูก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เวลากลับมาบ้านลูกก็ยังอยู่กับ Social Network พ่อกับแม่มีความรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณ ของลูกหายไป มีแต่ตัวที่อยู่ใกล้กัน พ่อกับแม่ทำหน้าที่เหมือนเป็นแค่คนจ่ายสตางค์ คนขับรถ คนครัวของลูก เวลาลูกหลับเท่านั้นที่รู้สึกว่า ลูกอยู่ใกล้ตัวเราจริงๆ นี่คือ เสียงพร่ำบ่นที่ได้ยินทั่วไปในสังคมทุกวันนี้

ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เห็นเด็กวัยรุ่นนั่งกันอยู่ห้าคน ไม่เห็นคุยกัน สองคนนั่งกด BB กดไปยิ้มไป น้องผู้ชายอีกคนก็เอา IPad นั่งปัดขึ้น ปัดลงไม่ได้หยุด น้องผู้หญิงอีกคนก็เปิด Laptop เล่นเกมส์ อีกคนก็ดู IPhone ที่ถืออยู่ในมือ เวลาผ่านไป 15 นาที ก็ยังไม่เห็นใครคุยกับใครเลย

บนรถไฟฟ้า BTS เด็กนักเรียนสามคนนั่งกดโทรศัพท์กันมาตลอดทาง ไม่เห็นเขาจะคุยกันเอง คนหนึ่ง BB ไปทำหน้าเครียดไป อีกสองคนกดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข รถไฟฟ้าผ่านไปหลายสถานี หนึ่งในนั้นเงยหน้า ผละสายตาจากโทรศัพท์ ทำท่าตกใจพร้อมตะโกนใส่เพื่อนอีกสองคนว่า “ตายห่…แล้ว เลยมาสองสถานี”

ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาแทบทุกคนจะพก Smart Phone เข้าไปในห้องเรียนด้วย อาจารย์เดินเข้ามายังไม่ทันได้เอ่ยปากสักคำ นักเรียนคนหนึ่งก็ยกมือที่กำโทรศัพท์มือถือขึ้นถาม “อาจารย์ครับ เมื่อไรเลิกครับ” ในขณะที่นักเรียนแทบทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับโทรศัพท์ของตัวเอง อาจารย์ตอบว่า “รอเดี๋ยวนะ ขอหยิบโทรศัพท์ก่อน เดี๋ยวจะบอกไปทางกรุ๊ป BB ของพวกเรา” …ฮา (ไม่แน่ใจจริงๆว่า อาจารย์เองก็สอนหนังสือด้วยวิธี BB เข้ากรุ๊ปของนักเรียนทั้งห้องด้วยความเงียบหรือเปล่า)

ที่แผนกต้อนรับของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่สี่ในห้าคนที่อยู่กันเป็นกลุ่ม ต่างก็มี Smart Phone คนละเครื่อง ทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่ออยู่กับมือถือของตนเอง บ้างดูเน็ต บ้างกดแชท บ้างก็เล่นเกมส์ บ้างก็กำลังสั่งซื้อสินค้า สังเกตจากยูนิฟอร์มก็ยังเห็นระดับหัวหน้าคนหนึ่ง กำลังกดโทรศัพท์อยู่ด้วยเช่นกัน กระทั่งหัวหน้าที่ใหญ่กว่ามาพบเข้าจึงเอ่ยขึ้นว่า “แต่ละคนอยู่ในโลกส่วนตัวแต่เช้าเลยนะ”

ที่สำนักงานแห่งหนึ่ง พนักงานในแผนกการตลาดที่นั่งรวมกันอยู่ ต่างก็ก้มหน้าก้มตากดมือถือ บ้างก็เปิดคลิปดูด้วยกันพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก, ที่โรงงานแห่งหนึ่ง พนักงานฝ่ายผลิตส่วนใหญ่ต่างเร่งมือทำงานกันเพื่อให้งานออกให้ได้มากที่สุด พนักงานบางคนกลับนั่งส่ง SMS อยู่ แบบนี้ก็มีให้เห็นเนืองๆ หรือคู่รักที่ไปทานข้าวด้วยกัน ฝ่ายชายก็นั่งเบื่อๆ เซ็งๆ รอดูว่า เมื่อไรแฟนสาวจะวางเจ้า Smart Phone ลง เพราะอาหารก็เย็นหมดแล้ว

I Just Texted to Say I Love You
(ลองเข้า Youtube พิมพ์ I just texted to say I love you สิครับ
http://www.youtube.com/watch?v=d8E1AtDE3gY)

มองเห็นผู้คนที่อยู่กันในโลก Online แล้วให้หวนคำนึงถึงคุณภาพชีวิตบนโลก Offline จริงๆ ผู้คนดูเหมือนจะมีเพื่อนกันมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับมีเพื่อนน้อยลง ลูกอยู่ติดบ้านมากขึ้น แต่ดูเหมือนลูกไม่ได้อยู่บ้าน พนักงานมาทำงานแต่เช้าและกลับดึกมากขึ้น แต่ดูเหมือนไม่ได้อยู่กับงาน รูปแบบการดำเนินชีวิตและการทำงานถูกเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว จนปรับตัวกันไม่ถูก วิถีชีวิตประจำวันบนโลก Offline ไม่เหมือนเดิม ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันลดลง ผู้คนไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ทำหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ใจไม่อยู่กับตัว ตัวไม่อยู่กับใจ สมาธิสั้น คุณภาพชีวิตและคุณภาพงานก็ลดลง

อันที่จริงโลก Online ก็ไม่ต่างอะไรกับโลก Offline ที่มีทั้งเรื่องที่ดีกับเรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่ดี เป็นประโยชน์มีสาระความรู้ มีสถานที่น่าโคจรไปพบไปค้นหาต่างก็มีเหมือนๆกัน การจะเลือกไปในทางที่ดีหรือไม่ จึงอยู่ที่บุคคลมากกว่า เพราะหลายๆ องค์กรมองเห็นประโยชน์ จาก Smart Phone จัดหาให้พนักงานได้ใช้ในการจัดทำข้อมูลระหว่างกัน ส่งต่อข้อมูลไปยังศูนย์กลาง ส่งต่อสื่อสารข่าวสารทางการตลาด การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ติดตามฟังความเห็นความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการขาย และประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การจัดการอย่างไรให้ผู้คนใช้อุปกรณ์ทันสมัยเหล่านี้ให้ผสมผสานเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความกลมกล่อม (Blend) คลุกเคล้าให้เข้ากันได้แนบเนียนที่สุด

หากยังจำภาพยนตร์เรื่อง Avatar ได้ ทั้งมนุษย์ผู้ร้ายและฝ่ายดีตัวเขียวๆ ได้ใช้วิธีเดียวกันในการเข้าต่อสู้ มนุษย์ผู้ร้ายคิดค้นอาวุธ เป็นหุ่นยนต์เหล็กที่ต้องใช้มนุษย์เข้าไปบังคับขับเคลื่อน ในขณะที่ฝ่ายเจ้าตัวเขียวใช้จิตวิญญาณ โดยต้องนำปลายมัดผมเสียบติดกับเจ้านกยักษ์ให้ได้เพื่อให้มีจิตวิญญาณเดียวกัน ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถ Blend ตัวเองให้เข้ากับอาวุธได้ดีกว่า

วันนี้เราอาจจะยัง Blend โลก Online กับโลก Offline ให้ดีไม่ได้อย่างเจ้าตัวเขียว แต่ขอแค่ Balance ให้ดี ดึงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง (Transition) ให้ยาวออกสักนิด ให้เวลาผู้คนต่างยุคต่างสมัยสร้างวิวัฒนาการในการปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจจะด้วยวิธีการต่อไปนี้

ข้อแรก ต้องไม่เป็นตัวอย่างในการอยู่กับโลก Online อย่างไม่เหมาะสม ในฐานะผู้นำองค์กร ผมเองยังเคยรับ Mail ในขณะที่ประชุมอยู่ ในฐานะพ่อ ผมเองเคยนั่งกด BB ในขณะที่ลูกเข้ามาปรึกษางานการแสดงที่โรงเรียน

Disconnect to Connect

DTAC - Disconnect to Connect
(เขียนมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงหนังโฆษณา Disconnect to Connect ของ Dtac http://www.youtube.com/watch?v=6Kr3np1e6nQ&NR=1 และบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร http://www.youtube.com/watch?v=629YCSfKRuw&feature=related)

ข้อสอง พร้อมใจกันตั้งกติกาโดยไม่ตั้งเป็นระเบียบข้อบังคับ ระหว่างพนักงานทุกระดับ พ่อแม่ลูกตกลงกันในเรื่องของการใช้ Smart Phone เช่น ที่ทำงาน จะไม่นำเข้าไปในห้องประชุม ไม่มีการรับส่งในขณะพูดคุยกัน ไม่ติดต่อเรื่องส่วนตัวในเวลางาน ที่บ้านไม่มี Online ในเวลาที่พูดคุยกัน ดูทีวีด้วยกัน หรือช่วงที่ทำการบ้าน เวลาเข้านอน หรือบนโต๊ะอาหาร ฯลฯ ทุกคนจะเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างให้เป็นวัฒนธรรมและมีจิตสำนึกที่ดีต่อกัน เชื่อใจกัน ดีกว่าการกำหนดบทลงโทษที่หยุมหยิม แต่มุ่งเน้นที่ KPI มากกว่า

ข้อสาม ยังคงเน้นการจัดการประชุม เสวนา อบรม สัมมนา แบบยุคที่โลก Online ยังไม่ขยายตัว เพื่อเน้นสร้างมนุษยสัมพันธ์ระหว่างกันให้คงอยู่ โดยใช้ Online สำหรับการสรุป ทบทวน และติดตามเท่านั้น กับที่บ้านก็ยังคงให้มีกิจกรรมกีฬา วาดรูป ทำอาหารร่วมกัน

ข้อสี่ จัด Incentive ให้เป็นกรุ๊ปสำหรับพนักงานเพื่อให้ดูแลกันเอง วิธีนี้จะทำให้พนักงานที่ติดโลก Online ระวังตัว ไม่ทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของกลุ่ม

ข้อห้า จัดอบรมวิธีการอยู่และรู้เท่าทันโลก Online ไม่ให้บั่นทอนต่อโลกแห่งชีวิตจริงของแต่ละวัน ตลอดจนเรื่องดีและเรื่องไม่ดีของโลก Online

ข้อหก เข้า Online ร่วมกันเป็นกรุ๊ปที่สนใจในกิจกรรมเดียวกัน เป็นการสร้างให้มีส่วนร่วมในโลก Online ด้วยกัน เป็นเพื่อนกันนอกเวลางาน เป็นเพื่อนกับลูกในโลก Online ได้เช่นกัน

ล่าสุดเห็นโฆษณากินใจ ที่กำลังบอกกับโลกว่า ที่จริง Online ก็ช่วยสร้างสายใยแห่งรักให้กับครอบครัวได้เช่นกัน นี่ไงครับที่บอกว่า ต้อง Balancing โลก Online (Offline) ให้เป็น!!

'dtac 3G' TVC with English sub-title
(พิมพ์ dtac 3G http://www.youtube.com/watch?v=hjgtI9cN364&feature=share)

http://bit.ly/ngcJsg

Disconnect to Connect



'Hackathon' แฮคเกอร์ก่อการดี




HLP Hackathon Event



'Hackathon' แฮคเกอร์ก่อการดี
โดย : นิศากร แก่นมีผล @kejuliso
ฟังข่าวร้าย ข่าวฉาวจากการ "แฮค" มาเยอะแล้ว มาพลิกดูอีกด้านของเหล่าแฮคเกอร์กันบ้าง พวกเขากำลังสนุกกับปฏิบัติการแฮคอย่างมาราธอนเพื่อ ก่อการดี

เมื่อพูดถึงการ “Hack (แฮค)" ภาพที่ชอบลอยเข้ามา คือ แฮคเกอร์เท่ๆ (บางทีก็เป็นตัวร้าย) เจาะระบบเข้าไปในองค์กรต่างๆ เพื่อโชว์เหนือ

อิทธิพลจากภาพยนตร์ ทำให้คำว่า "แฮค" ถูกนำไปใช้ในงานคอมพิวเตอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ...เกือบทั้งหมดก็ว่าได้

แต่จริงๆ แล้ว แฮคเกอร์ คือ ผู้เชี่ยวชาญในการเข้าไปทำอะไรบางอย่างกับระบบ ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือเรียกง่ายๆ ว่าเข้าไปงัดข้อกับระบบเดิมที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้เหนือชั้นกว่าเดิมนั่นเอง
(โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นแต่เรื่องคอมพิวเตอร์อย่างเดียวเท่านั้น)

บริษัททางด้านซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้เห็นประโยชน์จากการ “แฮค” จึงนำมาพลิกแพลงเพื่อให้เหล่าโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาต่างๆ ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในนั้นคือการจัดงาน Hackathon ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1999 โดย 2 บริษัท นั่นคือ โปรแกรมเมอร์ของ Berkeley Software Distribution (BSD) และทีมการตลาดของ Sun Microsystems, Inc. โดย BSD จัดงานนี้ขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ในการแก้โค้ดของซอฟท์แวร์ต่างๆ ในประเทศอเมริกา

งาน Hackathon เป็นชื่ออีเวนท์ที่จัดขึ้นมาเพื่อท้าทายให้เหล่าโปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมต่างๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทตัวเอง และ Sun Microsystems เป็นผู้คิดค้นคำว่า Hackathon และนำมาใช้ให้คนได้รู้จักเป็นครั้งแรก

คงเดากันออกว่า คำว่า Hackathon นั้นเป็นศัพท์แสลงมาจากคำว่า Hack บวกกับคำว่า Marathon โดยที่ต่างประเทศ มีการจัดอีเวนท์ชื่อแปลกๆ นี้กันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้โปรแกรมเมอร์มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนความรู้กัน

ส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลาการจัดงาน Hackathon จะอยู่ระว่าง 2-3 วัน ลากยาวไปเป็นอาทิตย์เลยก็มี ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการรวมตัวของบรรดาแฮคเกอร์ และ "เป้าหมาย" ในการแฮคของพวกเขา ตลอดจนวิธีการ ซึ่งจะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวแล้วแต่จะตกลงกัน

ถ้างานนี้จัดแค่ช่วงสั้นๆ แค่ 2-3 วัน บางทีก็เรียกว่า Sprint แทน
แต่ในกลุ่มผู้ใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ก็จะเรียกกันว่า Codefest ซึ่งรวมมาจากคำว่า Code กับ Festival

แม้แต่เว็บไซต์ระดับโลกอย่าง facebook ก็ใช้วิธีคัดคนเข้าทำงานด้วยการแฮค หรือแก้โจทย์เพื่อเฟ้นหาสุดยอดโปรแกรมเมอร์ไปร่วมงานด้วย ทั้งนี้ เพราะคนที่ทำการแฮคได้คือ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นอย่างแท้จริง อย่างที่เราเห็นกันในหนัง The Social Network (2010) ที่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก หาคนมาร่วมทำงานด้วยการให้เขียนโปรแกรมไปด้วยแฮคไปด้วย ที่สำคัญคือ ต้องกินเหล้าไปด้วยเพื่อทดสอบการครองสติ

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คนที่ซัคเคอร์เบิร์กเพิ่งรับเข้าไปร่วมทีม Facebook ในตำแหน่งวิศวกรซอฟท์แวร์ก็คือ จอร์จ ฮอชซ์ หรือ Geohot แฮคเกอร์หนุ่ม ที่เจาะเข้าไปในระบบทำการปลดล็อก iOS หรือ เจลเบรก ของไอโฟน ให้สามารถโหลดแอพพลิเคชั่นได้โดยไม่เสียเงิน ในปี 2008

ต่อมาเขาก็เจาะเข้าไปในระบบของโซนี่ นำ root key ของเครื่องเพลย์สเตชั่น 3 ออกมา ทำให้เครื่อง PS3 สามารถเล่นแผ่นปลอมได้

ล่าสุด (30-31 กรกฎาคม) เมืองหลวงของโลกอย่างมหานครนิวยอร์คได้จัดงาน Reinvent NYC.gov Hackathon เป็นครั้งแรกโดยใช้เวลาในการจัดงานถึง 36 ชั่วโมงด้วยกัน เพื่อยกเครื่องเว็บไซต์ทางการของเมืองนิวยอร์คเอง โดยมีชาวอเมริกันเข้าร่วมการแฮคครั้งนี้ถึง 75 คน (เป็นชาวแคนาดา 1 คน) โดยงานนี้ไม่ได้มีรางวัลสำหรับผู้ชนะแต่อย่างใด นอกจากความภูมิใจและการเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ของเมืองนิวยอร์คเอง


ไทยก็แฮค
เมืองไทยก็ "ล้ำ" ไม่น้อยหน้า เนรมิตงาน Hackathon ขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อ HLP Hackathon โดยบริษัทหัวลำโพงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนเหล่าโปรแกรมเมอร์ของเมืองไทยให้ได้มาโชว์ของกันอย่างสร้างสรรค์

งานนี้ได้โปรแกรมเมอร์ขั้นเทพอย่าง เนย - สิทธิพล พรรณวิไล แชมป์เปี้ยนเจ้าของรางวัล Forum Nokia Open C Challenge ผู้จัดและผู้ออกโจทย์ครั้งนี้เล่าถึงที่มาที่ไปของงานนี้ว่า

“ปกติงาน event ของโปรแกรมเมอร์จะเป็นงานสัมมนาซะเป็นส่วนใหญ่ หรือบางทีจัดแข่งแก้โปรแกรมกันแต่ใช้เวลาแข่งครึ่งปี สุดท้ายคนก็ลืมกันหมด เลยอยากจะจัดงานที่ใช้เวลาไม่นาน แข่งจบภายในวันเดียว เพื่อที่จะได้ให้โปรแกรมแกรมเมอร์แต่ละคนโชว์ฝีมือได้เต็มที่โดยไม่ต้องใช้เวลานานนัก ที่สำคัญรูปแบบงานต้องไม่น่าเบื่อ จึงเป็นที่มาของ Hackathon”

อีเวนต์เกิดใหม่รายล่าสุดนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีให้โปรแกรมเมอร์ไทยได้แสดงฝีมือกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งโปรแกรมเมอร์แต่ละคนกว่าจะฝ่าด่านเข้ามาแข่งขันในวันตัดสินได้นั้น ต้องผ่านรอบคัดเลือกออนไลน์ทางหน้าเว็บกันก่อน โดยมีโปรแกรมเมอร์ให้ความสนใจในการแข่งครั้งนี้กว่า 300 คน แต่มีผู้ฝ่าด่านอรหันต์มาได้เพียง 14 ทีม 19 คนเท่านั้น

กติกาของ Hackathon ไทยๆ มีอยู่ว่า ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับ QR Code (บาร์โค้ดสองมิติที่ประกอบด้วยมอดูลสีดำเรียงตัวกัน มีสัณฐานสี่เหลี่ยม มีพื้นหลังสีขาว สามารถอ่านได้ด้วยเครื่องสแกนคิวอาร์ ในโทรศัพท์มือถือที่มีกล้อง และสมาร์ตโฟน เพื่อถอดข้อมูลในรูปข้อความ) ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งต้องหาคำตอบโดยการแก้โจทย์แต่ละข้อแล้วนำคำตอบที่ได้มาแปลงเป็นรหัสเพื่อนำไปฝน QR Code ให้สมบูรณ์ ซึ่งหาก QR Code สมบูรณ์เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นคำตอบทันที

ฟังแล้วอาจดูไม่ยาก แต่งานนี้ไม่ง่ายสำหรับโปรแกรมเมอร์ เมื่อต้องมาเจอการกลั่นแกล้งจากทีมงานที่ไม่ยอมให้พิชิตโจทย์กันได้ง่ายๆ พร้อมทั้งต้องดื่มไวน์ทุกๆ 15 นาที!

แล้วการแข่งขันก็เริ่มต้น

เมื่อผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับการแจกโจทย์จากทีมงาน เวลาผ่านไปแค่ 15 นาที การทดสอบด่านแรกก็เริ่มขึ้นทันที โดยการให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจิบไวน์เพื่อทดสอบการครองสติ แต่สำหรับโปรแกรมเมอร์รุ่นเล็ก หรือคนที่แพ้แอลกอฮอล์จะถูกทำโทษโดยการการปั่นจิ้งหรีด 10 รอบแทน และเพื่อเป็นการกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่องทีมงานค่อยๆ ไล่จับฉลากรายชื่อผู้เข้าแข่งขันทีละคน โดย ธนินทร์ ณ นคร โปรแกรมเมอร์อิสระ วัย 27 ปี ผู้เข้าแข่งขันทีมที่ 11 เป็นคนแรกที่โดนแกล้งให้วิ่งรอบห้องที่ทำการแข่งขัน หรือ ไท ปังสกุลยานนท์ โปรแกรมเมอร์รุ่นเล็กวัย 18 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรศาตร์ที่จับสลากได้อุปสรรคคือ การเล่นเกมมาริโอ้คลาสสิคด่านแรกให้จบ

นอกจากนี้ยังมี การกลั่นแกล้งอีกมากมาย อาทิ ให้ออกมาร้องเพลงกับวง ก่อนปล่อยตัวกลับไปง่วนหน้าจอคอมฯ ต่อ

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมงานนี้ต้องมีแอลกอฮอล์

“จริงๆ สิ่งที่สำคัญในการทำงานของโปรแกรมเมอร์ คือ ต้องมีสติและใช้ความคิด แอลกอฮอล์เลยกลายเป็นตัวเลือกเพื่อนำมาใช้สร้างความมึนให้กับโปรมแกรมเมอร์โดยเฉพาะ แต่เน้นว่าแค่มึนนะครับ (ยิ้ม) สำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์ เราให้ปั่นจิ้งหรีดแทน ซึ่งลองแล้วครับว่ามึนไม่แพ้กันเลย”เนย ชี้แจง

ด้าน วสันต์ ลิ่วลมไพศาล โปรแกรมเมอร์ชื่อดังหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ blognone.com ที่ฝ่าด่านรอบคัดเลือกจนเข้ามาสู่รอบตัดสินบอกตามตรง ว่า คิดว่างานแบบนี้จะมีแต่ในหนัง

“ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะมีงานรูปแบบนี้ในไทย ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเล่นอะไรแบบนี้ครับ แต่เหตุผลที่ผมเข้ามาร่วมการแข่งขันครั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งกำลังเบื่อๆ และอยากหาแรงบันดาลใจในการทำงาน เลยมาลองแก้โปรแกรมที่เป็นโจทย์แข่งดูบ้างเพื่อสร้างไฟในการเขียนโปรแกรมตอนทำงานครับ ปรากฎว่างานเฮฮากว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ บางจังหวะผมเผลอนั่งฟังเพลงจนเพลิน ไม่ได้แก้โจทย์เลย(ยิ้ม)”

สำหรับคนที่คว้าชัยชนะในครั้งนี้ไปได้ คือ รายที่โดนแกล้งให้วิ่งรอบห้อง ธนินทร์ ณ นคร เขาใช้เวลาไปเพียง 2 ชั่วโมง 50 นาทีเท่านั้น

“ตอนแรกไม่รู้เลยครับว่า Hackathon คืออะไร แต่เพื่อนส่งลิ้งค์มาให้ เลยลอง search ดู ตอนรอบคัดเลือกวันแรกผมไม่ผ่านนะครับ มาผ่านเอาวันที่สอง การแข่งขันสนุกมากครับ อยากให้เมืองไทยมีการจัดงานแบบนี้บ่อยๆ เพราะอย่างที่เมืองนอกเค้าจะมีบ่อยมาก งานแบบนี้น่าจะมีคนสนใจเยอะครับ”

ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศได้แก่ ปยุต เมธามงคลเขต และจิระวัฒน์ ผดุงกิจจานนท์ที่ควงคู่กันมาเป็นทีม โดยใช้เวลาในการแก้โจทย์ไป 3 ชั่วโมง 10 นาที

ด้านโปรแกรมเมอร์รุ่นเล็กอย่าง ไท ​ปังสกุลยานนท์ ที่สามารถฝ่าด่านเข้ามาท้าประลองฝีมือกับรุ่นพี่ให้ความเห็นว่า

“ผมสนใจคอมพิวเตอร์มานานแล้วครับ เรียกว่าตั้งแต่จำความได้ก็เล่นอยู่กับคอมพิวเตอร์ครับ ผมชอบความรู้สึกตอนแก้โค้ด ตอนคิดโค้ด มันท้าทายดีครับ อย่างงานนี้ตอนแรกก็คิดแค่ว่าจะมาหาประสบการณ์ มาแข่งคอมธรรมดา แต่งานมันเจ๋งมากครับ เป็นการแข่งคอมพิวเตอร์ที่ไม่คิดว่าจะมันส์แบบนี้ โจทย์เจ๋งมากๆ”

นอกจากไทแล้ว ยังมีโปรแกรมเมอร์รุ่นเล็กร่วมลงแข่งงานนี้อีกหลายคน วสันต์ ลิ่วลมไพศาล แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า

“สมัยนี้โอกาสเรียนรู้มันดีกว่าเดิมมาก งานแบบนี้แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ ที่เรากลัวว่า ถ้าเขาติดคอมพิวเตอร์แล้วจะใช้ไปในแง่ลบ มันไม่จริงเสมอไป เพราะในจำนวนนั้นหลายๆ คนสามารถนำอุปกรณ์ที่ทางบ้านจัดหามาให้ นำมาใช้หาความรู้เพื่อใช้ประกอบอาชีพในอนาคตได้เป็นอย่างดี”

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากงานนี้คือ บุคคากรด้านคอมพิวเตอร์และไอที มีไม่น้อย หลายคนฝีมือดีชนิดหาตัวจับยาก แต่หลายคนเลือกที่จะไป "ขุดทอง" ต่างประเทศมากกว่า

“เมืองไทยมีโปรแกรมเมอร์ฝีมือดีๆ เยอะครับ เพราะหากเทียบกับเมืองนอกแล้ว บ้านเค้าพร้อมกว่าบ้านเราเยอะ แต่ด้วยความที่บ้านเรามีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้โปรแกรมเมอร์ต้องหัดเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ ซึ่งเมืองนอกเค้าจะไม่เจออย่างเรา อย่างโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ๆ ก็มีฝีมือกันหลายคน แต่เสียดายที่อนาคตโปรแกรมเมอร์เหล่านี้อาจถูกซื้อตัวไปเมืองนอก เพราะค่าตอบแทนที่ต่างสูงกว่าหลายเท่า

อยากให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องช่วยกันผลักดันงานและโปรเจคท์ต่างๆ ที่สนับสนุนโปรแกรมเมอร์ เพราะว่าเป็นวิธีที่ดีในการผลักดันโปรแกมเมอร์เมืองไทย อย่างการจัดงานแฮคอะตอน ซึ่งนอกจาก โปรแกรมเมอร์จะได้มาพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันแล้ว ยังเป็นการทดสอบทักษะ และพัฒนาฝีมือไปด้วยในตัวครับ ที่สำคัญคือ ฝีมือของโปรแกรมเมอร์เมืองไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างชาติ ผมรับรองได้ว่าหากมีการสนับสนุนตรงนี้อย่างต่อเนื่องบุคลากรทางด้านนี้ของเราก็จะพัฒนาขึ้นด้วยครับ” เนย ผู้จัดงานกล่าวเสริม

สิบกว่าปีที่แล้ว แฮคเกอร์ยังถูกมองว่าเป็นผู้ร้าย นักโจรกรรมข้อมูล และไม่ค่อยมีใครอยากเผยตัว แต่มาวันนี้ แฮคเกอร์ถูกมองผ่านแว่นอันใหม่ที่ "ใส" มากขึ้น
จะเป็นผู้ดีหรือผู้ร้าย อยู่ที่จุดมุ่งหมายและปลายทางต่างหาก

(หมายเหตุ : ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://hlpth.com/hackathon)

จ้างแฮคเกอร์ไปเป็นคุณครู!
ที่เกาหลีเหนือเองมีการจ้างแฮคเกอร์เพื่อสอนเด็กๆ ที่มีความสนใจทางด้านคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเป็นกองทัพ “นักรบไซเบอร์” ของตัวเอง


โดย Kim Heung-kwang อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยในเกาหลีเหนือ ที่ปัจจุบันหนีออกมาอยู่ที่เกาหลีใต้ เผยกับสำนักข่าวอัลจาซีรา ว่า ในเกาหลีเหนือนั้นมีขั้นตอนในการเลือกเด็กเก่งพิเศษเพื่อนำมาเทรนทางด้านคอมพิวเตอร์เพื่อให้เป็นแฮคเกอร์โดยเฉพาะ โดยเด็กเหล่านี้จะได้รับสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มที่ รวมทั้งมีการส่งไปเรียนยังประเทศต่างๆ อย่างรัสเซีย หรือจีนเพื่อเพิ่มพูนทักษะการแฮคให้แข็งแรงขึ้น โดยปัจจุบันตัวเลขนักรบไซเบอร์ของเกาหลีเหนือเพิ่มจาก 500 คน เป็นมีมากกว่า 3,000 คนแล้ว

กองทัพโสมแดงไม่ได้มีแค่ภาคพื้นดินซะแล้ว...
http://bit.ly/oiQpFg





1
2

Wish You Happinessss

Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. 
If you love what you are doing, you will be successful. 

~ Albert Schweitzer ~

 คัมภีร์ 5 ห่วง  วิถีแห่ง "ซามูไร" วิถีแห่งนักรบ "บูชิโด"   แนวคิดของตัวเม่น   GOOD LUCK สร้างแรงบันดาลใจเพื่อความสำเร็จ ในชีวิตและธุรกิจด้วยตัวคุณเอง    Why complicate life ?   3 x 8 = เท่าไหร่ ?????   "ฉันชื่อ..โอกาส"

Wish You Happinessss