1
2

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าน ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าน ว.วชิรเมธี แสดงบทความทั้งหมด

"นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ"

ทะเลใจ


"นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ"

นกนั้นมองไม่เห็นท้องฟ้า เพราะมันบินอยู่บนฟ้า และเป็นส่วน หนึ่งของท้องฟ้า 
ปลานั้นมองไม่เห็นน้ำ เพราะมันว่ายอยู่ในน้ำ และเป็นส่วนหนึ่ง ของท้องน้ำ 
มนุษย์นั้นสามารถมองเห็นทั้งท้องฟ้า และผืนน้ำ เพราะมนุษย์ ยืนอยู่บนพื้นดิน

อารมณ์ที่อ่านได้ยาก มีคำกล่าวว่า "นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความเคยชินกับสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น ความแตกต่าง ระหว่าง สิ่งนั้น โดยการเปรียบเทียบ กับสิ่งอื่นๆ ได้อย่างกระจ่างชัด

ฉะนั้นจึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราสัมผัสพบเห็นทุกวัน จากในมุมมองอื่น ดังเช่นที่คนอื่นมองเห็น




เมื่อนกบินอยู่บนท้องฟ้าทุกวัน ก็จะมองไม่เห็น ฟ้า 
ในความหมายของท้องฟ้า ลักษณะเดียวกับที่มนุษย์ บนพื้นดิน มองเห็น



ปลาที่อยู่ในน้ำตลอดเวลาก็เช่นเดียวกัน จะมองไม่เห็น น้ำ 
ในความหมาย แบบเดียวกับที่สัตว์บนบก มองเห็นผืนน้ำนั้นๆ

อารมณ์ เป็นสิ่งที่ยากจะมองเห็นได้ชัดเจนเฉกเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นอารมณ์ที่สร้างความ บีบคั้นเป็นทุกข์ อย่างมากมาย ให้แก่เราก็ตาม

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า การจะเห็นทุกข์ให้ละเอียดนั้น เป็นเรื่องยากมาก ทั้งนี้เนื่องจาก เรามักจะชาชินอยู่กับอารมณ์ แห่งความบีบคั้นเป็นทุกข์ ดังกล่าว จนเห็นเป็นเรื่องปรกติ

เมื่ออ่านอารมณ์ของตัวเอง ไม่ออก และมองไม่เห็นว่านั่นเป็นความทุกข์ เราก็จะไม่คิดพยายาม หาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้พ้นจาก ภาวะความบีบคั้น เป็นทุกข์นั้น อย่างจริงจัง

บางคนเป็นทุกข์มาก ทั้งที่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ก็รู้สึกว่า ตัวเองยังมีไม่มากเพียงพอ เพราะเอาตัวเอง ไปเปรียบเทียบ กับคนที่เขามีมากกว่า เมื่อใจปรารถนา อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ให้มากกว่านี้ แล้วไม่ได้ดังใจปรารถนา

อารมณ์ที่เป็นภาวะบีบคั้นเป็นทุกข์ในจิตใจ ลักษณะเช่นเดียวกับ ที่เกิดขึ้นกับยาจก ก็จะปรากฏกับเศรษฐีผู้นั้นได้ ส่งผลให้ หน้าตา บูดบึ้งตึงเครียด ไม่เบิกบาน โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย ไม่มีความสุข ฯลฯ



เมื่ออ่านอารมณ์ไม่ออก ว่านั่นเป็นความ ทุกข์ 
บุคคลผู้นั้น ก็จะจมปลักอยู่กับความทุกข์ตลอดไป

สาเหตุที่ทำให้ไม่คิดหาวิธีแก้ไข ก็เพราะถึงแม้อารมณ์ทุกข์ จะเป็นภาวะที่ทนได้ยาก แต่เราก็มักจะสามารถ หาสิ่งมากลบเกลื่อน บดบังความทุกข์ อาทิ อบายมุข สิ่งเสพติดต่างๆ ตลอดจน กลไกป้องกันตัวเองทางจิต (defence mechanism) เพื่อช่วยบรรเทา ความทุกข์ได้เป็นครั้งคราว

จนมีภาวะความบีบคั้นเป็นทุกข์ในระดับที่เราพอจะทนต่อไปได้ ก็เลยไม่คิดหาวิธี ทำให้ตัวเองเป็น อิสระ จากความทุกข์ ให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้

ต่อเมื่อทุกข์ถึงขีดสุดจนทนต่อไปได้ยาก บางทีค่อยรู้สึกตัว และคิดหาทางแก้ทุกข์ อาจจะโดยการเข้าหาหลักธรรม ทางศาสนาบ้าง เสพยาเสพติด หรือกินเหล้า เมายา เพื่อให้ลืมความทุกข์นั้นๆ บ้าง หรือสุดท้ายก็อาจใช้วิธีฆ่าตัวตาย เพื่อหนีทุกข์ เป็นต้น


สำหรับในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนให้วิเคราะห์ต่อไป ถึงสาเหตุของอารมณ์บีบคั้น เป็นทุกข์ดังกล่าว เพื่อแก้ที่ รากฐาน ของต้นเหตุ และชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์ต่างๆ เกิดขึ้นจาก



"ความพลัดพราก จากสิ่งที่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์ 
ความประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์ 
มีความปรารถนา สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ 
ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์"

ถ้าสามารถลดกิเลสตัณหา อุปาทาน ที่เป็นความต้องการ 
ส่วนเกินจำเป็นของชีวิตให้บรรเทา ลดน้อยลงได้เท่าไร 
ก็จะทำให้โอกาส ของการพลัดพรากจาก "สิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ" มีน้อยลง 
โอกาสที่จะประสบกับ "สิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจ" ก็มีน้อยลง 
ตลอดจนโอกาสของการ มีความ "ปรารถนาสิ่งใด" แล้วไม่ได้สิ่งนั้นๆ ก็มีลดน้อยลงเป็นลำดับ 
ส่งผลทำให้ ความทุกข์ ลดน้อยลง โดยปริยายในที่สุด

ฟังดูเหมือนทำไม่ยาก แต่ อันที่จริงด่านแรกที่ยากที่สุดก็คือ เรามักจะอ่านอารมณ์ของตัวเอง ไม่ออกว่า "นั่นเป็น ความทุกข์" เมื่อมองไม่เห็นความจริง ตามความเป็นจริงว่าเป็น ทุกข์ ก็เกิดความ ขี้เกียจ ที่จะหาทางปรับปรุงแก้ไข

ด้วยเหตุนี้ การได้มีโอกาสสัมผัสคบคุ้นกับคนที่สามารถ ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ จากภาวะบีบคั้น เป็นทุกข์ได้แล้ว จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยเปรียบเทียบ ทำให้เราสามารถมองเห็น อารมณ์ทุกข์ได้ กระจ่างชัดยิ่งขึ้น



เหมือนนกถ้าสามารถพูดได้ และคบคุ้นกับมนุษย์บนพื้นดิน 
การติดต่อพูดคุยกัน จะช่วยให้ นกเข้าใจ ท้องฟ้า ในมิติใหม่ 
ที่แตกต่างจาก ท้องฟ้า ตามที่ตัวเองเคยเข้าใจ



หรือเหมือนปลาถ้าพูดได้และคบคุ้นกับสัตว์บนบก 
การติดต่อสัมผัสสัมพันธ์กัน ก็จะช่วยให้ปลาเข้าใจ น้ำ ในมิติใหม่ 
ที่แตกต่างจาก ท้องน้ำ ตามที่ตัวเองเคย เข้าใจ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความมีมิตรดี สหายดี สภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ตลอดจนการได้คบสัตบุรุษ และการได้ฟัง สัทธรรม จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ให้เป็นอิสระจากความทุกข์

ทั้งนี้เพราะการได้ติดต่อคบ-คุ้นกับกัลยาณมิตรที่เบาบางจากความทุกข์ดังกล่าว จะช่วยให้เรามีโอกาส เปรียบเทียบ และเรียนรู้ ทุกข์ ในมิติที่ละเอียดยิ่งขึ้น เหมือนนกหรือปลา ที่จะไม่มีโอกาสได้รู้จัก ท้องฟ้าหรือท้องน้ำ ในมิติที่ ไม่เคยรับรู้ มาก่อน




การเห็นทุกข์ และการอ่านอารมณ์ทุกข์ได้กระจ่างขึ้น 
ก็คือการเข้าถึงอริยสัจข้อแรก อันคือทุกข์ 
อริยสัจ ที่จะนำไป สู่การเข้าใจ อริยสัจ ข้ออื่นๆ ต่อไป

คนที่ได้ขัดเกลาจิตใจจนเป็นอิสระจากการครอบงำของกิเลสตัณหาอุปาทาน ในระดับหยาบๆ ได้แล้ว ความทุกข์ก็จะ เบาบางลง ทำให้สามารถ ทนกับอารมณ์ทุกข์ ที่เบาบาง ดังกล่าวได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ความขี้เกียจ ที่จะพัฒนา ตัวเองต่อไป ก็จะเกิดขึ้น

เนื่องจากความชาชินกับอารมณ์ที่เบาบางจากความทุกข์นั้นๆ จะทำให้มองไม่เห็นทุกข์ ในมิติใหม่ที่ละเอียด ยิ่งกว่าเดิม กรณีเช่นนี้ จึงยิ่งต้องอาศัย กัลยาณมิตร เป็นตัวช่วยสะท้อน ให้เราเห็นทุกข์ ในระดับที่ละเอียดขึ้น จากการเปรียบเทียบ กับภาวะความอิสระ ว่างเบา ของคนที่เราได้สัมผัส พบเห็นดังกล่าว

พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่า การมีกัลยาณมิตร ไม่เพียงแต่จะช่วยชี้แนะ การประพฤติปฏิบัติธรรม ในขั้นต้นเท่านั้น แต่ยังมีคุณูปการ ต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ในขั้นกลาง และขั้นปลายด้วย จนถือเป็นทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์ เลยทีเดียว

มองในแง่นี้ การจะอ่านอารมณ์ที่เป็นทุกข์อริยสัจให้ละเอียด จึงไม่ใช่การหลีกเร้น ไปอยู่ในที่สงบสงัด เพื่อจะได้มีสมาธิ ในการอ่านอารมณ์ของตัวเอง ตรงข้าม กลับจะต้องอยู่ในท่ามกลาง สภาพสังคมสิ่งแวดล้อม ที่ประกอบด้วยมิตรดี สหายดี จึงจะสามารถ มองเห็นอารมณ์ ที่เป็นทุกข์อริยสัจนั้นๆ ได้กระจ่างชัดขึ้น
(หนังสือ ดอกหญ้า อันดับที่ ๙๕ หน้า ๒๔-๒๙)



นก โบยบินอยู่บนฟ้า แต่มองไม่เห็น ฟ้า 
ปลา แหวกว่ายอยู่ในน้ำ แต่มองไม่เห็น น้ำ
คน โลดแล่นอยู่ในโลก แต่มองไม่เห็นแก่นสารของ โลก
ว.วชิรเมธี (W.Vajiramedhi)

  
  


ศิลปะการป้องกันตัว โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย




คนธรรมดา ซัน ชายส์ SUNSHINE



ศิลปะการป้องกันตัว
ท่าน ว.วชิรเมธี
ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย



“สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ”
คาถาบทนี้น่ะมีความขลังอย่างเหลือเชื่อต่อวิถีชีวิต
ซึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความไม่แน่นอนของคนเราได้เป็นอย่างดี....

ครั้งยังเป็นนักเรียนประถม โรงเรียนเคยจัดให้หน่วยทหารพัฒนาเข้ามาฝึกสอนวิชาศิลปะการป้องกันตัว เช่น มวยไทยให้นักเรียนทั้งโรงเรียนอยู่พักใหญ่ ศิลปะการป้องกันตัวเหล่านั้นตั้งแต่เรียนมาผู้เขียนยังไม่เคยได้ใช้เลย

แต่พอเข้ามาสู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็ได้มาพบกับศิลปะการป้องกันตัวอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนเสร็จแล้วก็ได้ใช้ทันที และใช้ได้ผลมาโดยตลอด ถึงขนาดที่ว่าพอ “ทุกข์กระทบ–ธรรมกระเทือน” ทันที

ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรี ก็เคยเล่าว่า ท่านได้รู้จักศิลปะการป้องกันตัวมาเช่นเดียวกันกับผู้เขียน “...สวนโมกข์เป็นอย่างไร ผมหลับตาเห็นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ผมภาวนา ‘สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ’ ซึ่งเป็นคาถาประจำใจผม...ผมนับถือคาถานี้มากเพราะช่วยผมในยามลำบากคับขันซึ่งผมได้เคยประสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ผมเผอิญเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ในเวลานี้ คาถานี้ก็ยังช่วยผมได้ในทุกสถาน ทุกกาลเวลา...”
ไฮโซสาวคนหนึ่ง ซึ่งหากเอ่ยชื่อขึ้นมาหลายคนคงร้องอ๋อ เพราะรู้จักดี ก็นับถือคาถาเดียวกันกับอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มากเรื่องราวในชีวิตจริงของเธอน่าจะเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี ดังที่เธอเคยถ่ายทอดเอาไว้อย่างละเมียดละไมในนิตยสารเล่มหนึ่ง

มนมาที่นี่ทุกวันอาทิตย์ ทุกครั้งที่มามนมีสีหน้าสดชื่น รื่นเริง อิ่มบุญเสมอ มนไม่เคยรบกวน ไม่เคยถามข้ออรรถข้อธรรม มนทำนั่นทำนี่สารพัด เหมือนเป็นคนวัดคนหนึ่ง แล้วมนก็กลับไป ไม่บอกกล่าว ไม่ล่ำลา ไม่รบกวน ไม่พูดมาก แต่ใครต่อใครที่นี่ก็รู้ดีว่ามนเป็นคนดี หรืออาจจะดีมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ มนไปๆ มาๆ เป็นอย่างนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเวลาผ่านนับนานหลายเดือนเคลื่อนเข้าสู่ปี และปีกว่า

แต่แล้ววันหนึ่ง มนดูเศร้าๆ ผิดปกติไปเล็กน้อย คนนอกไม่เคยมีใครสังเกตเห็น แต่หลวงพ่อเห็น หลวงพ่อรู้ดีว่ามนทุกข์ แต่มนไม่พูด มนยังคงทำตัวตามปกติ แต่มนเอ๋ย เธอจะหลอกใครหรือแม้กระทั่งหลอกตัวเองก็หลอกไปเถอะ แต่จะหลอกหลวงพ่อนั้นไม่สนิทหรอก ไม่ใช่หลวงพ่อเป็นพระอริยะนะมน จึงจะได้เที่ยวรู้ใจใครต่อใครเขาไปทั่ว แต่คนมีความสุขจริงๆ กับคนที่เสแสร้งแสดงตนว่ามีความสุขนั้นมันไม่เหมือนกันหรอก

มนกรวดน้ำรับพรเสร็จแล้วก็เงยหน้าสบสายตาหลวงพ่อที่ตนเคารพอย่างเต็มหัวใจ สายตาของมนปะทะเข้ากับแววตาทอประกายเปี่ยมเมตตาของหลวงพ่อวัยกลางคน แต่สุขุม ลุ่มลึก ท่วงทีกิริยาบอกชัดว่าหลวงพ่อเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาเจนโลกจบธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย พลันที่สบสายตาเปี่ยมการุณยธรรมจากหลวงพ่อ ยังไม่ทันพูดอะไรออกมาสักคำ มนก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร ทำไม ทำไม ทำไมมนถึงร้องไห้ก็ไม่รู้ หลวงพ่อคะ มนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มนเสียใจ มนทุกข์ แต่มนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร หลวงพ่อปล่อยให้มนร้องไห้จนสาแก่ใจ จนสายน้ำตาของมนเหือดแล้วจึงถามขึ้นเบาๆ

“เอาละ ร้องเสียให้พอ จากนั้นก็เล่าให้หลวงพ่อฟังซิว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”

“สามีของมนค่ะหลวงพ่อ เค้า เค้า แอบไปมี...มี”

“เอาละมน หลวงพ่อเข้าใจ”

เพียงหลวงพ่อพูดว่า “หลวงพ่อเข้าใจ” ใจอันเร่าร้อนปานกองเพลิงของมนก็เหมือนถูกรินรดด้วยน้ำฝนจากฟ้า สติของมนคืนกลับมาวูบใหญ่ ทำให้มนรีบเอามือปาดน้ำตาด้วยความอาย พยายามหักห้ามใจตัวเองให้อยู่ในอารมณ์สงบและเป็นปกติที่สุด มนสงสัย ทั้งๆ ที่หลวงพ่อยังไม่ทันได้พูดอะไร ทำไมทุกข์ของมนจึงหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง หลวงพ่อมีปาฏิหาริย์หรือ หรือว่า...

“มน หลวงพ่อไม่มีปาฏิหาริย์อะไรหรอก ทุกข์ของมนน่ะมันไม่มากมายอะไรนักหรอก ถ้ามนรู้จักที่จะ ‘ระบาย’ มันออกมาเสียบ้าง ที่มนรู้สึกดีขึ้นน่ะเพราะมนได้ระบายมันออกมาเท่านั้นเอง คนเราน่ะมน หลวงพ่อจะบอกให้ มีสุขมีทุกข์กันมากมายในชีวิตทั้งนั้นแหละ แต่ละชีวิตของคนเราก็เหมือนกับก้อนทุกข์ก้อนหนึ่ง ก้อนทุกข์ของเธอก็ก้อนหนึ่ง ก้อนทุกข์ของสามีเธอก็ก้อนหนึ่ง ของลูกเธอก็ก้อนหนึ่ง สามคนก็สามก้อนทุกข์ นี่ ‘เขา’ ไปมีคนใหม่อีก ก็เลยเพิ่มทุกข์มาอีกก้อนหนึ่ง แต่มนเอ๋ย ถ้าเธอรู้จักถ่ายเทความทุกข์ออกมาจากอกเสียบ้าง ไม่หวงความทุกข์นั้นไว้ทุกข์คนเดียว เธอก็จะไม่ทุกข์หนักอยู่คนเดียวอีกต่อไป”


“แต่หลวงพ่อคะ ถึงหนูจะระบายให้ใครฟัง ก็ใช่ว่าจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้”

“ใจเย็นไว้มน แม้ทุกอย่างจะไม่ดีขึ้นมาทันตาเห็น แต่อย่างน้อยเธอก็จะไม่ตายเสียก่อนเพราะทน ‘แบกทุกข์’ ไว้ไม่ไหว หลวงพ่อจะบอกอะไรให้นะ คนเราที่ตายๆ กันน่ะ ไม่ได้ตายเพราะความทุกข์หรอก แต่เขาตายเพราะทนแบกทุกข์ไม่ไหวต่างหาก เพราะฉะนั้นถ้าเธอมีทุกข์ จงอย่าแบกทุกข์เอาไว้คนเดียว หาใครสักคนหนึ่งไว้ปรับทุกข์ ระบายทุกข์ออกมาข้างนอกเสียบ้าง ทุกข์นั้นจะเบาบางลง”

คำปลอบโยนของหลวงพ่อทำให้มนหูตาสว่างขึ้นมาทันที อย่างนี้หรือเปล่านะที่เขาว่าพระมาชี้ทางสวรรค์ให้ ทุกข์ “ของเรา” เราหนักอกมาแรมเดือนแรมปี แต่พอเปิดใจให้หลวงพ่อฟัง มันพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเหมือนปราสาททรายถูกคลื่นซัด

วันนั้นมนกราบลาหลวงพ่อกลับไปบ้าน พลางท่องคาถาที่หลวงพ่อให้มา 

“สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ : สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น” 

ไม่มีความยึดติดถือมั่นใดที่จะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ มีรองเท้าคู่หนึ่ง รองเท้าหายก็ทุกข์แทบตาย เพราะคิดว่ามันเป็นรองเท้า “ของเรา” ทั้งๆ ที่รองเท้ามันไม่เคยคิดเหมือนเราสักหน่อย รองเท้าไม่เคยรู้สึกว่ามันมี “เจ้าของ” รองเท้าจึงไม่ทุกข์ เราต่างหากเที่ยวยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นของเรา เที่ยวแสดงความเป็นเจ้าของกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปทั่ว พอมันไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา จึงมานั่งตรอมตรมระทมทุกข์

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา มนไม่เคยเสียเวลานั่งรอเขากลับมาอีก มนอยู่กับลูกสาวสองคนอย่างเข้มแข็ง ด้วยเชื่อมั่นในคำของหลวงพ่อ มนบอกกับตัวเองว่า มนจะไม่เสียเวลากับคนที่มองไม่เห็นคุณค่าของเราอีก ชีวิตมีอะไรให้ทำมากกว่าการมานั่งรอใครสักคนซึ่งมองไม่เห็นคุณค่าของตนอย่างแท้จริง มนเชื่อว่าของทุกอย่าง หรือคนทุกคน ถ้าเราไม่ยึดมั่นว่ามัน “ต้อง” เป็นของเรา มันก็ไม่ก่อให้เกิดทุกข์ แต่พอเราไปยึดว่ามันต้องเป็นของเราเข้าเมื่อไร แม้แก้วน้ำสักใบหนึ่งซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจแท้ๆ แต่กระนั้นมันก็อาจทำให้เราทุกข์ปางตายได้

ตั้งแต่วันที่ได้เปิดใจกับหลวงพ่อเป็นต้นมา มนก็ตั้งต้นชีวิตใหม่ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทิ้งความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง มนเตือนตัวเองว่า การเกิดมาเป็นคนใช่ของง่าย อย่าเสียเวลามากมายกับเรื่องไร้สาระ อะไรพึงทำก็ควรทำให้ดีที่สุด ก้าวหน้าต่อไป และทำสิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะชีวิตนั้นไม่ยืนยาวอย่างที่คิด

ผ่านไปเพียงห้าเดือนมนก็เข้มแข็ง สามารถหยัดยืนด้วยตัวเองได้และ “เขา” คนใหม่ก็ผ่านเข้ามา เขาคือเพื่อนที่เคยชอบพอกันมาสมัยเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกลับมาของเขาทำให้ชีวิตของมนมีความหมายมากขึ้นเพียงไร แต่มนก็ยังคงท่องคาถาที่หลวงพ่อให้ไว้ว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ” อยู่เสมอๆ แต่...อนิจจา เขามาสู่ชีวิตของมนได้เพียงปีกว่าก็จากมนไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ก็นั่นแหละนะเสร็จงานศพเขาแล้วมนก็เลิกแต่งชุดดำ จากนั้นก็ดำเนินชีวิตของตนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนร่วมงานสงสัยว่าทำไมไม่เห็นพี่มนเศร้าสร้อยเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มนบอกว่า “ความโศกเศร้าจะเกิดขึ้นก็เฉพาะกับคนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ’ เท่านั้นแหละจ้ะ”
“อะไรน่ะพี่มน หนูไม่เห็นเข้าใจ ภาษาต่างด้าวอะไรของพี่”

สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ แปลว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น ท่องไว้เถอะจ้ะ สักวันหนึ่งเธอจะรู้เองว่าคาถาที่พี่ท่องอยู่ประจำนี้มันจะช่วยชีวิตเธอได้อย่างไร สำหรับพี่ พี่บอกได้เลยว่า ที่รอดตายมาได้ทุกวันนี้ตั้งหลายครั้งหลายคราว ก็เพราะพี่ท่องคาถานี้เป็นประจำอยู่ทุกวันนั่นเอง”

รุ่นน้องผู้เป็นลูกน้องอีกทีหนึ่งทำหน้ามุ่ยเดินจากไปแล้ว แต่มนกลับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่รู้อยู่แก่ใจว่าสักวันหนึ่งรุ่นน้องคนนั้นจะเข้าใจด้วยตัวเองเป็นอย่างดี ว่าคาถาบทนี้น่ะมีความขลังอย่างเหลือเชื่อต่อวิถีชีวิตซึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความไม่แน่นอนของคนเราได้เป็นอย่างดีเพียงไร

http://bit.ly/9zME2W






วาเลนไทน์…ก้าวไปให้ถึงรักแท้ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี


รักแท้มีอยู่จริง




… วาเลนไทน์ 
ก้าวไปให้ถึงรักแท้ อย่าหยุดแค่เฉลิมฉลอง
ท่าน ว.วชิรเมธี
ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

“รักแท้ที่เป็นสากล คือ ความสามารถที่จะรักคนได้หมดทั้งโลก”

วันวาเลนไทน์...
เป็นวันแห่งความรักที่มักมาพร้อมกับข่าวในทางเสียหายของวัยรุ่นไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

- รักเขา ก็เลยต้องยอมตามที่เขาต้องการ (=รักต้องยอม)
- รักเขา ก็เลยต้องนอนกับเขาในวันวาเลนไทน์ (=วาเลนไทน์กลายเป็นวันเสียตัว)
- วาเลนไทน์ คือ วันสะสมแต้ม
- วาเลนไทน์ คือ วันที่หนุ่มสาวมีความสัมพันธ์ แต่ไม่ยอมผูกพัน (= one night stand)

นี่คือ ภาพรวมเชิงลบที่เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ซึ่งได้ยินได้ฟังกันอยู่ทุกปี จนดูเหมือนจะกลายเป็นประเพณีไปเสียแล้วว่า ในวันดังกล่าวเรามักจะได้ยินแต่ข่าวในทางเสียหาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น

วันวาเลนไทน์มีด้านที่ดีงามมากมาย เช่น เมื่อหนุ่มสาวรักกัน

- ก็ควรทะนุถนอมดูแล กันและกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีด้วยกัน
- เป็นกำลังใจ ให้กันและกันเพื่อทุ่มเทศึกษาหาความรู้จนเป็นบัณฑิตด้วยกัน
- เป็นกัลยาณมิตร คอยชักชวนกันและกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เช่น ไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุข ไม่ขลุกคนพาล ไม่เกียจคร้านการศึกษา ไม่เสียเวลากับเรื่องเหลวไหล ไม่เข้าใกล้ยาเสพติด เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว ก็ควร “รักอย่างมีสติ” กล่าวคือ “รักด้วยสมอง ไม่ปล่อยให้รักขึ้นสมอง” จนหน้ามืด ตามัว ลืมเนื้อลืมตัว ลืมพ่อลืมแม่ ลืมความผิดถูกชั่วดี แต่ควรรักอย่างคนที่มีสติปัญญา ไม่ปล่อยให้ความรักพาให้เสียคน เสียการเรียน เสียการงาน ทุกครั้งที่มีรัก ก็ควรรักอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการชักชวนกันพัฒนาตัวเองให้ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไป

ความรักอย่างสร้างสรรค์
หมายถึง การพัฒนาความรักให้สูงขึ้นไปกว่าความรักเชิงชู้สาวซึ่งวางรากฐานอยู่บนสัญชาตญาณของการดำรงเผ่าพันธุ์และการเห็นแก่ตัว ไปสู่ความรักที่เหนือกว่าการรักตัวเองขึ้นไปอันได้แก่ความรักมนุษยชาติ รักสิ่งแวดล้อม รักแผ่นดินถิ่นเกิด รักสรรพชีพสรรพสัตว์ จนสามารถมองมนุษยชาติและสรรพสิ่งทั้งมวลในฐานะ “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ซึ่งหากมีทัศนคติเช่นนี้ ก็จะทำให้โลกนี้มีแต่สันติสุข เพราะมองไปทางไหนก็ไม่มีใครที่คู่ควรแก่ความโกรธ เกลียดชิงชัง หากมีแต่ญาติพี่น้องของตนทั้งหมดทั้งสิ้น ความรักที่ลอยพ้นอัตตาของตัวเองเช่นนี้แหละ คือ รักแท้ที่เป็นสากล ซึ่งมนุษย์ทุกคนควรพัฒนาตนไปให้ถึงโดยไม่ต้องรอวันวาเลนไทน์แต่อย่างใด

รักแท้ที่ยั่งยืน ควรวางรากฐานอยู่บนทฤษฎี ๔ ส.กล่าวคือ
๑.สมศรัทธา
มีศรัทธาเสมอกัน (เชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งเดียวกัน)
๒.สมศีลา
มีศีลเสมอกัน (ไม่นอกใจซึ่งกันและกัน)
๓.สมจาคา
มีความเสียสละเสมอกัน (ลืมความเป็นเธอ ลืมความเป็นฉัน หลอมกันเป็นเรา)
๔.สมปัญญา
มีปัญญาเสมอกัน (มีระดับสติปัญญาเสมอหรือใกล้เคียงกัน)

รักแท้ที่ควรสร้างสรรค์มี ๔ ระดับ คือ
๑. รักตัวกลัวตาย (รักพื้นฐานระดับสัญชาตญาณ)
๒. รักใคร่ปรารถนา (รักอิงกามารมณ์)
๓. รักเมตตาอารี (รักอิงสายเลือดและสายสัมพันธ์)
๔. รักมีแต่ให้ (รักที่ลอยพ้นอัตตา ต้องการพัฒนาทั้งโลกให้มีความสุข)

คติธรรมสำหรับคู่รัก
- จงรักด้วยสมอง แต่อย่ารักจนขึ้นสมอง,
- ที่ใดมีรัก (อย่างขาดสติ) ที่นั่นมีทุกข์ ,
- ที่ใดมีรัก (อย่างมีสติ) ที่นั่นมีสุข,
- ความรัก ควรถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน ไม่ใช่เป็นตัวทำลายอนาคต,
- อย่ารักจนหน้ามืดตามัว จนมองไม่เห็นหัวกฏเกณฑ์ทางจริยธรรมของสังคม
- อย่ารักจนหน้ามืดตามัว กระทั่งมองไม่เห็นหัวของมารดรบิดาบังเกิดเกล้า
- ทุกครั้งที่มีความรัก ควรเผื่อใจไว้สำหรับการอกหักที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ
- ที่ใดมีรัก ที่นั่น (อาจมีทุกข์) ที่ใดมีกิ๊ก ที่นั่นมีกรรม, ที่ใดมีชู้ ที่นั่นมีช้ำ
- ทุกคนที่มีความรัก ควรภาวนาคาถากันน้ำตาไหลที่ว่า “ไม่แน่ ไม่ได้ดั่งใจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์” เอาไว้เสมอ
- เลือกคนรักอย่ามองแค่หน้าตา แต่จงพิจารณาไปถึงนิสัย สติปัญญา และคุณธรรม
- ผู้ชายจงมองให้เห็นความเป็นแม่ที่มีอยู่ในผู้หญิง ส่วนผู้หญิงจงมองให้เห็นความเป็นพ่อที่มีอยู่ในผู้ชาย
- ความรักไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต อย่าอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรักจนเสียผู้เสียคน
- จงเรียนรู้ที่จะพัฒนาความรักจากระดับสามัญไปสู่รักที่สร้างสรรค์เพื่อเกื้อกูลโลก เพราะมนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะรักได้มากกว่าการรักตัวเอง

สิ่งที่ทุกคนพึงระวังในเรื่องความรัก
คือ รักจนหน้ามืดตามัว จนมองไม่เห็นหัวกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมของสังคม หรือจนกระทั่งมองไม่เห็นหัวของมารดาบิดาบังเกิดเกล้า และทุกครั้งที่มีความรัก ควรเผื่อใจไว้สำหรับการอกหักที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ


http://twitter.com/vajiramedhi




** ปราการแห่งทิฐิ ** คัดลอกจาก ธรรมะเกร็ดแก้ว ท่าน ว.วชิรเมธี





นี่คือตอนจบของคนไม่พูดกัน




** ปราการแห่งทิฐิ **
คัดลอกจาก ธรรมะเกร็ดแก้ว
ท่าน ว.วชิรเมธี



เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม เป็นโศกนาฏรรม แห่งความรักที่บันทึกไว้ในข้อเขียนเรื่อง "เมตตาภาวนา ; คำสอนว่าด้วยรัก" ของ ท่าน "ติช นัท ฮันห์" หลวงญวนผู้เปี่ยมปรีชาญาณแห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศษ อ่านจบหลายครั้งก็ยังประทับใจจึงอยากนำมาเล่าต่อ




ชายหนุ่มกับหญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ฝ่ายชายก็ถูกเกณฑ์ไปราชการสงคราม หญิงสาวไปส่งสามีจนสุดสายตา เขาหายไปในสงครามเป็นเวลากว่าสามปีจึงส่งข่าวคราวกลับมา เธอดีใจมาก จูงมือเจ้าตัวเองเล็กไปรับผู้เป็นพ่อแต่เช้าตรู่ ทันทีที่พบกัน ทั้งสองโผเข้าหากัน สัมผัสไออุ่นจากกันและกัน นิ่งนาน จนเกือบลืมไปว่ามีลูกชายตัวเล็กยืนจ้องตาแป๋วอยู่

ผู้เป็นพ่อดีใจมาก ยื่นมือไปหมายกอดลูกชาย แต่เจ้าหนูถอยกรูด แม่ปลอบว่าอย่ตกใจ เจ้าหนูไม่เคยเห็นหน้าพ่อมาก่อนก็เป็นเช่นนี้แหละ ทั้งสามเดินกลับมาตามทางจนถึงตลาด หญิงสาวขอตัวเข้าไปซื้อขาวของสำหรับทำกับข้าวมื้อพิเศษ ชายหนุ่มมีโอกาสอยู่กับลูกชายจึงขออุ้มเจ้าตัวน้อยอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ เท่านั้นยังไม่กระไร พอเจ้าลูกชายเริ่มพูดบางสิ่งบางอย่าเขางจึงรู้สึกได้ถึงที่มาแห่งปฏิกิริยาอันผิดปกติ



"น้าไม่ใช่พ่อของหนู พ่อหนูมาหาแม่ทุกคืน พอแม่นั่งพ่อก็นั่ง พอแม่ยืนพ่อก็ยืน"

เพียงไม่กี่คำเท่านี้เอง หัวใจของชายหนุ่มผู้เหนื่อยหนักมาจากสงครามอันแสนหฤโหดยาวนานก็พลันกระด้างยังกับแผ่นศิลา สักพักหนึ่งพอหญิงสาวเดินกลับมาจากร้านตลาด เธอก็พบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขาไม่เพียงแต่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน หากหน้าเธอเขาก็ไม่ปรายตามองอีกต่อไป เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น



เย็นวันนั้น อาหารที่เธอบรรจงทำอย่างสุดฝีมือเพื่อต้อนรับการกลับมาของเขาจืดสนิท ทั้งคู่เข้านอนแต่หัวค่ำ ต่างนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด เธอถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เธอแวะเข้าไปซื้อของ เขาถามว่าเธอยังเป็นผู้หญิงคนที่เขาสุดรักจับใจคนเดิมอยู่หรือเปล่า ต่างคนต่างถามกันและกันในความมืด ทว่าเป็นการถามที่เงียบงำจนวังเวง

เขาเย็นชากับเธอจากวันแรกจนถึงวันที่สาม ไม่มีการถามไถ่ไม่มีการโอบกอดอันอบอ่น ไม่มีการรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอรอ่ย ไม่มีแม้แต่การปรายตามองกันและกันอย่างเต็มสองตาฉันผัวหนุ่มเมียสาว การณ์เป็นไปดังนั้นอยู่จนถึงเย็นวันที่สาม แล้วความอดทนของเธอก็สิ้นสุดลง



เธอตัดสินใจลาจากความระทมทุกข์ที่แม่น้ำสายหนึ่ง ทิ้งปมปัญหาทุกอย่างไว้ข้างหลังอย่างไม่ไยดี

เย็นวันนั้นเข่ารู้ข่าวการจากไปของเธอด้วยน้ำตานองทั้งสองแก้ม เขาไปรับศพเธอมาบำเพ็ญกุศลอย่างเงียบๆในบ้านของตัวเอง มีเพียงเจ้าหนู่เท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเขาจนดึกดื่น และคืนนี้ความลึกลับทั้งปวงก็ได้รับการคลี่คลาย



ตะเกียงน้ำมันก๊าดที่จุดไว้บนโลงค่อยๆหรี่ลงจวนเจียนจะดับ เขาเติมน้ำมันแล้วจุดใหม่ เปลวไฟโชนแสงวูบวาบ เขาลุกเดินกลับไปกลับมา ขณะนั้นเองเงาของเขาทาบทอไปปรากฏยังฝาเรือน เจ้าหนูชี้ไปที่เงาพลางตะโกนลั่น "นั่นไง พ่อหนูมาแล้ว พอแม่นั่งพ่อก็นั่ง พอแม่ยืนพ่อก็ยืน คนนั้นแหละพ่อของหนู"

ชายหนุ่มมองตามเจ้าหนู เห็นเงาของตัวเองทาบทออยู่ที่ฝาจึงเข้าใจขึ้นมาในนาทีนั้นนั่นเองว่า "พ่อ" ที่เจ้าหนูเอ่ยถึงก็คือ "เงา" ที่เห็นอยู่นี่เอง ปริศนาทุกอย่างกระจ่างแล้ว

เธอ..คงรักเขามากสินะ ถึงขนาดสมมติให้เงาตัวเองเป็นเขาแล้วบอกเจ้าหนูว่าเงาก็คือตัวเขา คือ"พ่อ" ที่หายไปในสงคราม โอ..ไม่น่าเลย

ความจริงนี้เจ็บปวดเกินไป เจ็บเกินกว่าหัวใจของคนธรรมดาจะรับไหว รุ่งขึ้นอีกวัน เขาชดใช้ความผิดพลาดอย่างมหันต์ของตัวเอง ด้วยการให้แม่น้ำเป็นตุลาการพิพากษาชีวิตเขาอีกชีวิตหนึ่ง..เรื่องราวของเขาและเธอเป็นโศกนาฏรรมแห่งความรักที่เล่าขานกันมาอีกนานนับนาน

วันนั้นหลังจากเจ้าหนูพูดถึง "พ่อ" ของตัวเองให้เขาฟังที่กลางตลาด หากไม่หุนหันพลันแล่น มีสติสักนิดหนึ่ง ถามไถ่จากเธอว่า "พ่อ" คนที่เจ้าหนูพูดถึงคือใคร และหลังจากที่เขาเย็นชา ปิดปากเงียบสนิท หากเธอจะอาจหาญถามเขากลับไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอก็คงไม่ต้องเจ็บจนเกินเยียวยาและเขาเองก็คงไม่ต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนั้น



ไม่ใช่เธอไม่รักเขา และก็ไม่ใช่เขาไม่รักเธอ

หากทั้งเธอและเขาต่างรัก ต่างภักดีต่อกันอย่างสุดซึ้ง ความรักของคนทั้งสองบริสุทธิ์ งดงาม หมดจด จนกลายเป็นตำนานเล่าขานดังเรื่องราวของวีรบุรุษวีรสตรีผู้พิชิต ความผิดพลาดหากจะพึงมีบนเส้นทางแห่งรักแท้จนกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมของคนทั้งคู่เกิดจากเส้นบางๆของปราการแห่ง "ทิฐิ" โดยแท้

หากทั้งเธอและเขายอมวาง "ทิฐิ" แล้วหันหน้าเข้าหากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ถามไถ่จากกันและกันอย่างให้เกียรติกันทั้งสองฝ่าย ไหนเลยจะต้องมาจำพรากทั้งที่ยังรักล้นใจเช่นนั้น รักเอย รักนั้นงดงาม บริสุทธิ์ อ่อนหวาน ไม่ใช่ความผิดของความรักหรอกจะบอกให้ ผิดที่ใจอันมากด้วย "ทิฐิ" ของทั้งคู่นั่นต่างหาก



ปรารถนารักที่ยั่งยืนหมื่นปี
อย่าให้มี "ปราการแห่งทิฐิ" มากางกั้นแค่นั้นพอ


http://board.palungjit.com






1
2

Wish You Happinessss

Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. 
If you love what you are doing, you will be successful. 

~ Albert Schweitzer ~

 คัมภีร์ 5 ห่วง  วิถีแห่ง "ซามูไร" วิถีแห่งนักรบ "บูชิโด"   แนวคิดของตัวเม่น   GOOD LUCK สร้างแรงบันดาลใจเพื่อความสำเร็จ ในชีวิตและธุรกิจด้วยตัวคุณเอง    Why complicate life ?   3 x 8 = เท่าไหร่ ?????   "ฉันชื่อ..โอกาส"

Wish You Happinessss