1
2

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Family แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Family แสดงบทความทั้งหมด

ปลาทูไหม้


ฉันดีใจที่มีเธอ บอย โกสิยพงษ์ Ft. ใหม่

ปลาทูไหม้ 


แม่ของผมชอบทำอาหาร...
คืนหนึ่งหลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน แม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็นให้เราปกติ



ที่โต๊ะอาหาร แม่วางจานที่มีปลาทูไหม้เกรียม บนโต๊ะต่อหน้า พ่อ และทุกๆคน....
ผมรอว่าแต่ละคนจะว่าอย่างไร.....

แต่...พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตา กินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้นหลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า แม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้...
และผมไม่เคยลืมที่พ่อพูดกับแม่เลย "โอย...ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ...อร่อยมากจ๊ะ...ที่รัก"
คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจ และไปกอดพ่อ และถามพ่อว่า พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอ

พ่อกอดผมไว้ และ ตอบว่า....
"แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน... 
ปลาทูไหม้ 1 ตัวไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดว่ากัน ต่างหากที่จะทำร้ายกัน"

ชีวิต เต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวผมเองก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าใครๆ

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ลืมวันเกิดภรรยา วันครบรอบวันแต่งงาน เหมือนกับคนอื่นๆ
แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้ ในช่วงชีวิตคือ.....



การเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดของคนอื่น และการเลือกที่จะยินดีกับความต่างกันของแต่ละบุคคล เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและยืนยาว

ชีวิตสั้นเกินกว่า จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจว่า เราทำผิดกับคนที่เรารัก และ รักเรา
ดูแล และทะนุถนอม คนที่รักคุณ และเข้าใจในคนที่ไม่ชอบคุณ
มีความสุขกับชีวิตนะครับ

เพราะ....มันมีวันหมดอายุ....

Credit : พี่ Olay






ทฤษฎีความเคยชิน






ทฤษฎีความเคยชิน



เราต่างก็มีความเคยชินกันเป็นส่วนตัว ความเคยชินบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ความเคยชินบางอย่างก็เป็นอันตราย ความเคยชินไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องอาศัยการสั่งสม ทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน และเมื่อลงตัวเป็นความเคยชินแล้ว ก็ยากจะไถ่ถอน ถอดรื้อ เปลี่ยนแปลงออกไปจากวิถีชีวิต วิธีคิด วิธีพูด วิธีทำงาน

ความเคยชินเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นิสัย” นิสัยที่ฝังลึกจนกลายเป็นความเคยชินแล้วนี้ มีพัฒนาการไปตามลำดับขั้น เหมือนกวีนิพนธ์บทหนึ่งที่กวีชาวตะวันตกคนหนึ่งประพันธ์ไว้ว่า
“เธอจงระวัง ความคิด เพราะความคิดบ่อยๆ ก่อให้เกิดการกระทำ
เธอจงระวัง การกระทำ เพราะการกระทำบ่อยๆ ก่อให้เกิดนิสัย
เธอจงระวัง นิสัย เพราะนิสัย ก่อให้เกิดบุคลิก
เธอจงระวัง บุคลิก เพราะบุคลิกจะ กำหนดชะตากรรมของเธอ
ความเคยชินหรือนิสัยนี้ บางทีเป็นนิสัยที่ไม่ดี เราก็รู้ แต่รู้ทั้งรู้ก็ไม่สามารถสลัดทิ้งนิสัยที่เป็นอันตรายแก่ตัวเอง ซ้ำร้ายเมื่อเราคลุกคลีตีโมงจนนิสัยเสียบางอย่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไปเสียแล้ว เราก็จะมองไม่เห็นแง่เสียหายของนิสัยเช่นนั้นอีกต่อไป 




ทฤษฎีกบต้ม 

ทฤษฎีกบต้ม เป็นทฤษฎีที่นักวิชาการาวไอริชผู้หนึ่งชื่อ Tichy and Sherman (1993) ได้เสนอแนวคิดทฤษฎีโดยการทดลองนำกบมาต้มในอ่างน้ำ 2 อ่าง เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบปฏิกิริยาตอบสนองของกบ อ่างน้ำที่ชาวไอริชนำมาใช้ทดลองนั้น ใส่น้ำต่างกัน 



ใบแรก เป็นอ่างน้ำร้อนจัด 
ใบที่สอง เป็นอ่างน้ำที่อุ่นสบายๆ และทำให้ค่อยๆ อุ่นขึ้นจนเดือด 


ได้ทดลองนำกบมา 2 ตัว ตัวแรกใส่ในอ่างน้ำที่ร้อนจัด ส่วนตัวที่สองใส่ในอ่างน้ำอุ่น ที่ทำให้อุ่นขึ้นจนเดือด โดยผู้ทดลองต้องการศึกษาว่า กบตัวไหนจะตายก่อน หรือตัวไหนจะรอดชีวิต

ผลการทดลองปรากฏว่า กบที่ใส่ในอ่างแรก คือ อ่างน้ำเดือด ปรากฏว่ากบรอดชีวิต แต่กบที่ใส่ในอ่างน้ำอุ่นที่ค่อย ๆ ร้อนขึ้นกลับตาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด เหตุผลคือ 




กบในอ่างน้ำเดือดจะรู้ว่าน้ำร้อน จึงรีบกระโดดออกมาหลังสัมผัสน้ำเดือดทันที 




แต่กบที่อยู่ในน้ำอุ่นจะรู้สึกสบาย แม้ว่าน้ำจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นก็ไม่ยอมกระโดดออกมา ยังคงอยู่ในอ่างน้ำจนกระทั่งน้ำเดือดจึงตาย


ด้วยสัญชาติญาณของการเอาตัวรอด กบจะรอดได้ต้องไวต่อความเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว เรื่องต้มกบ หรือ กบต้ม เป็นการทดลองที่บ่งบอกให้เราต้องรู้จัก ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว บ่อยครั้งที่เรามักจะเฉื่อยชาต่อความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมักจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนให้ระวัง จงอย่าตายใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนะ




ยกตัวอย่างเช่น ในทุกๆ ปี น้ำที่กักเก็บลดลงทีละนิ้ว สองนิ้ว เราก็จะรู้สึกว่า “ไม่เป็นไร” เพราะมันยังมีน้ำอยู่ น้ำพร่องไปหน่อย ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจู่ๆ น้ำที่กักเก็บรั่วหายไปหมดล่ะ จะรู้สึกอย่างไร เป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่า ต้องหมั่นสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราและอย่า “เฉื่อยชา” ต่อสิ่งที่กำลังเปลี่ยน




เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง
• เปิดทัศนคติให้ตระหนักว่า โลกภายนอกหมุนไปเร็วมาก “จงอย่าทำตัวเป็นกบในกะลา”
• สภาวะการณ์ที่จะอยู่รอดได้นั้น รองรับได้เพียงบางสถานการณ์เท่านั้น “แต่ทุกคนมีความอดทนอดกลั้นต่างกัน”
• ไม่มีกลุ่มใดที่จะแยกตัวอยู่ได้โดยลำพัง
• เมื่อเปิดประตูออกไปสู่โลกภายนอก สิ่งแปลกๆ ใหม่จะเข้ามากระทบ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
• หากคิดจะเปลี่ยน ให้กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน
• ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ย่อยไม่มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น


ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ชายคนนี้เขาชื่อเฟรเดอริก


เฟรเดอริกเป็นหนุ่มใหญ่วัย 40 ต้นๆ เขามีหน้าที่การงานที่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นผู้บริหารองค์กรทางธุรกิจข้ามชาติระดับสูง เฟรเดอริกไม่เพียงแต่โชคดีทางหน้าที่การงานเท่านั้น เขายังแต่งงานกับสาวสังคมหน้าตาดี รูปร่างดี การศึกษาดี รสนิยมดี ชาติตระกูลดีอีกต่างหาก ทั้งคู่มีทายาทสืบสกุลน่ารักน่าเอ็นดู ชีวิตคู่ในช่วงต้นของการแต่งงาน รื่นรมย์ สมปรารถนาจนใครๆ ต่างก็เฝ้ามองด้วยความอิจฉา


แต่เมื่ออยู่ต่อมาอีกหลายปี เฟรเดอริกก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งหญิงสาวและลูกๆ ไม่เคยรู้จัก เขากลายเป็นมนุษย์บ้างาน เขาทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เขาแทบจะกิน นอน พักผ่อน และหายใจเป็นงานไปเสียทั้งหมด เลิกงานกลับมาถึงบ้านตีหนึ่งตีสองเขายังคงนั่งทำงาน เช็กอีเมล ตอบจดหมาย วางแผนธุรกิจ หาวิธีสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง (แต่ตัวเขากลับเริ่มอ่อนแอ) เงินเดือนไม่ถึงล้าน แต่เขาทำงานเสมือนหนึ่งว่าเขามีเงินเดือนหลายสิบล้าน


ภรรยา เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มลงตัวกลายเป็นนิสัยของเฟรเดอริกแบบนี้ด้วยความ ไม่สบายใจ เธอจึงออกปากเตือนว่าเขากำลังใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง แต่เฟรเดอริกบอกว่าที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อเธอและเพื่อลูกทั้งนั้น 


ประการสำคัญ เฟรเดอริกบอกกับเธอว่า หน้าที่การงานของเขากำลังไปได้ดี ผลงานของเขา เป็นที่ถูกใจของนายใหญ่ เพื่อนร่วมงานทุกคนยอมรับเขา และถ้าเขาทิ้งโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปใช้ชีวิตง่ายๆ กับครอบครัวอย่างที่ภรรยาต้องการ เขาก็กำลัง ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายอนาคตอันรุ่งโรจน์ และบริษัทจะเสียหายขนาดไหน


ภรรยาพยายามพูด โน้มน้าวให้เฟรเดอริกหันกลับมาให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ดูแลตัวเองมากหน่อย แต่เขาขอเวลาอีกสักระยะ เฟรเดอริกบอกว่า เขาจะเกษียณให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอถึงอายุ 60 เขาจะถอนตัวออกมา และจะคืนทุกอย่างที่ลูกและเมียต้องการแน่ๆ แต่ตอนนี้เขากำลังมีโอกาส เขาขอใช้โอกาสทางการงานให้คุ้มที่สุดเสียก่อน แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ขณะอายุเพียง 51 ปี เท่านั้น วันหนึ่งระหว่างขับรถไป เจรจาธุรกิจให้กับบริษัท เฟรเดอริกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิตคาที่




คงไม่ต้องบอกว่าลูกและภรรยาเสียใจขนาดไหน แต่สิ่งที่ภรรยาของเฟรเดอริกเสียใจที่สุดก็คือ หลังจากเฟรเดอริกเสียชีวิตไปได้เพียง 3 วัน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เฟรเดอริกรักนักหนาก็สามารถหาซีอีโอคนใหม่ได้ เธอบอกตัวเองว่า สามีพูดอยู่เสมอว่า หากไม่มีเขาเสียคน บริษัทจะลำบาก แล้วเขาก็ไม่มีโอกาสได้รู้เลยสักนิดว่า พอไม่มีเขา บริษัทยอมลำบากเพียง 3 วัน จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


เฟรเดอริกจากไปแล้ว ทิ้งลูกและเมียไว้กับความเปลี่ยวเหงา ความทุกข์ ความทรมาน กับสิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วแบบไม่คาดฝันเหมือนสายฟ้าแลบ ชนิดไม่ทันได้ตั้งตัว แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่สามารถหวนไปแก้ไขสิ่งนั้นได้อีก


เรื่องราวของเฟรเดอริกที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องจริง และเขาเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานมานี้จริงๆ




ทุก วันนี้ ในสังคมของเรายังมีคนแบบเฟรเดอริกอีกมากมาย คนที่ทุ่มเทกายใจ และชีวิตให้กับงาน เสมือนหนึ่งเขาเกิดมาในโลกนี้เพื่อภารกิจเดียว คือ เพื่อทุ่มเททำงานให้กับบริษัทเท่านั้น จนการทุ่มเทนั้นได้ กลาย เป็น "นิสัย" ที่ยากจะไถ่ถอน ฝังลึก และทำให้เขาหรือ เธอเสพติดมันอย่างเข้มข้น เหมือนติดยาเสพติด แล้วเจ้านิสัยบ้าทำงานหนักนี้ก็เอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากคนชนิดนี้ โชคดีที่บางคนมีกัลยาณมิตรคอยเตือน จึงหาสมดุลงาน สมดุลชีวิตเจอ แต่บางคนที่ไม่มีใครคอยเตือน หรือคนที่เคยเตือนไม่มีโอกาสได้เตือนอีกต่อไปแล้วเพราะเขาไม่ยอมฟัง
เขาหรือเธอก็อาจจะกลายเป็นเฟรเดอริกคนต่อไป ต่อไป และต่อๆ ไป




ใคร ๆ ก็อยากเป็นคนสำคัญ /ดร.แพง ชินพงศ์


คนสำคัญประจำบ้าน - พลพล


ใคร ๆ ก็อยากเป็นคนสำคัญ /ดร.แพง ชินพงศ์

ผู้เขียนเชื่อว่าคนเราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ คงไม่มีใครต้องการที่จะเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจ เป็นคนที่ถูกทอดทิ้งหรือเป็นคนที่ไร้ค่า เพราะธรรมชาติของคนทุกคนนั้นต่างต้องการเป็นคนสำคัญทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อคนในครอบครัว ในที่ทำงาน ในโรงเรียนและสังคมรอบตัวด้วยกันทั้งสิ้น 


ซึ่งปัจจัยพื้นฐานที่หล่อหลอมให้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญนั้นเริ่มต้นมา จากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวตั้งแต่ในวัยเด็ก จะเห็นได้ว่าเด็กคนไหนที่เกิดในครอบครัวที่แวดล้อมไปด้วยความรักของพ่อแม่ ญาติพี่น้อง มักจะมีความอบอุ่นใจและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามีความสำคัญ ตรงกันข้ามหากเด็กคนไหนเกิดในครอบครัวแตกแยก ก็มักจะรู้สึกว้าเหว่ แสวงหาความรัก ต้องการเป็นที่ยอมรับและพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้คนอื่นเห็นถึงความสำคัญของตนเองอยู่เสมอถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ 


ดังนั้นการที่คนเราจะมองเห็นว่าตนเองเป็นคนมีคุณค่าหรือเป็นคนสำคัญหรือไม่นั้น ต้องไม่ขาดจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งได้แก่




 1. ความรัก และความอบอุ่น
อย่างที่กล่าวมาคือเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความรัก พ่อแม่รักซึ่งกันและกัน และเลี้ยงดูลูกมาด้วยความรักและความเข้าใจ ให้ลูกได้แสดงออกและให้โอกาสแก่ลูกอย่างเต็มที่และอย่างเหมาะสม จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญซึ่งทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่มีคุณค่าและมีความสำคัญทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น


 2. การยอมรับ
หมายถึงทั้งการยอมรับตนเองอย่างที่เป็น ทั้งด้านเด่น เช่น ความสามารถที่โดดเด่นและมีประโยชน์ของตนเอง และด้านด้อย เช่น นิสัยที่ไม่ดีต่าง ๆ หรือความผิดพลาดของตนเอง และหมายความรวมถึงการยอมรับผู้อื่น 


เช่น ความคิดเห็นของผู้อื่นหรือความผิดของผู้อื่น ซึ่งการเป็นคนที่ยอมรับกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้นั้น เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาความคิดและจิตใจของบุคคลให้กลายเป็นคนที่มีความเข้าใจทั้งตนเองและผู้อื่น มีความมั่นคงในจิตใจ และมองเห็นคุณค่าความสำคัญของตนเองและผู้อื่น และที่สำคัญคือการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตอย่างมีใจเป็นธรรมจะทำให้เราเป็นบุคคลที่มีความสุขได้มาก และเมื่อเราใช้ชีวิตอย่างมีความสุขคนรอบข้างก็จะมีความสุขที่อยู่ใกล้ชิดกับเราด้วยเช่นกัน


 3. ความสำเร็จ
การที่บุคคลจะมองว่าตนเองเป็นคนมีความสำคัญได้นั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือการที่บุคคลนั้นต้องรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งพื้นฐานของความสำเร็จโดยหลักนั้นเริ่มต้นจากครอบครัว หากเราอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่ดูแลและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้ตั้งแต่แรกเริ่ม ก็จะช่วยให้เราได้พัฒนาศักยภาพภายในตนเองได้อย่างเต็มที่ เวลาทำสิ่งใดก็เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และมองตนเองว่าเป็นคนที่มีคุณค่าหรือมีความสำคัญ


ดังนั้น หากต่อไปเรามีโอกาสเป็นพ่อแม่หรือในเวลานี้เราเป็นพ่อแม่แล้ว หากเราสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ให้แก่ลูกได้ก็ให้ทำ เช่น ให้โอกาสลูกได้แสดงออกในสิ่งที่เขาต้องการ หรือในเวลานี้เรายังเป็นลูก และเราอยากทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมแต่ ยังไม่กล้า ลองขอกำลังใจจากพ่อแม่ ขอโอกาสได้ลองทำในสิ่งที่เราอยากทำมาตลอดแต่ยังไม่กล้าที่จะทำ เชื่อว่าหากเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ลูกมีความสุขคงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่จะปิดกั้นลูก เพราะลูกเป็นคนสำคัญของพ่อแม่ทุกคน




รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น "คนสำคัญ"

 1. รู้ว่าตนเองมีคุณค่า
คนที่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่านั้นจะเป็นคนที่มีความพอใจและพอเพียงในตนเอง ซึ่งในทางตรงกันข้าม คนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนไม่มีคุณค่าก็จะเป็นคนที่ไม่รู้จักพอ โดยจะพยายามแสวงหาทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สมบัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับจากผู้อื่น ซึ่งแม้ว่าวิธีการแสวงหาสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือต้องทำร้ายคนอื่นก็ตามก็จะไม่ใส่ใจ ขอเพียงให้ได้มาในสิ่งที่คิดว่าจะทำให้เป็นที่ยอมรับได้ก็เพียงพอแล้ว


 2. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
บุคลิกลักษณะหนึ่งของคนที่รู้ว่าตนเองสำคัญและเป็นคนให้ความสำคัญต่อผู้อื่น ก็คือการเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ถึงแม้ว่าความคิดเห็นของผู้อื่นนั้นอาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกนึกคิดของเราก็ตามที ดังนั้นการที่จะเป็นคนสำคัญได้นั้น เราควรต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนอื่นด้วยการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย เมื่อนั้นเราก็จะได้รับเกียรติและได้เป็นคนสำคัญสำหรับผู้อื่นด้วยเช่นเดียวกัน


 3. ให้เกียรติผู้อื่น
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต่างต้องการได้รับเกียรติด้วยกันทั้งสิ้น การให้เกียรติผู้อื่นคือการแสดงความสุภาพทั้งในเรื่องของคำพูดและการแสดงออกต่อผู้อื่น ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครก็ตาม ผู้เขียนรู้จักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งมีหน้าที่การงานใหญ่โต มีฐานะร่ำรวยมาก แต่ท่านเป็นคนที่ให้เกียรติกับผู้อื่นและถ่อมใจอยู่เสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่ใคร ๆ มองว่าเป็นคนที่เล็กน้อยในสังคมเพียงใดก็ตาม ซึ่งการกระทำที่ให้เกียรติผู้อื่นของท่านผู้ใหญ่ท่านนี้ ทำให้ท่านเป็นคนสำคัญและเป็นที่รักของทุกคนเสมอ 

ดังนั้นเราต้องให้เกียรติแก่คนทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร จะยากดีมีจน จะพิการ จะเป็นโรคอะไร ก็ให้ปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างดี และอย่าใส่ใจหากใครไม่ให้เกียรติเราหรืออย่าตอบแทนความไม่น่ารักของคนอื่น ด้วยการทำตัวไม่น่ารักหรือไม่ให้เกียรติเขาตอบกลับไป คิดเสียแต่เพียงว่าเราทำดีความดีก็อยู่กับเรา เราทำดีให้เขาเราก็สุขใจก็พอแล้ว


 4.แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น
ยิ่งในภาวะวิกฤติของประเทศที่มีคนมากมายประสบความทุกข์ยาก คนที่มีกำลังกาย กำลังทรัพย์ก็สามารถที่จะเสียสละช่วยเหลือคนที่ประสบภัยอย่างเป็นรูปธรรมได้ เช่น บริจาคทรัพย์สิน บริจาคสิ่งของและอาหาร เข้าไปพูดคุยให้กำลังใจ การกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงออกซึ่งความเมตตาต่อผู้อื่น แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัวหรือคิดเห็นแต่เรื่องของตนเอง เพียงอย่างเดียว แต่รู้จักคิดถึงคนที่อยู่รอบๆตัวเราโดยการเป็นคนที่รักในการแบ่งปันและช่วย เหลือผู้อื่นเสมอ เช่นนี้เราก็เป็นคนมีคุณค่าและมีความสำคัญมากทีเดียว


การเป็นคนสำคัญไม่ได้หมายถึงการเป็นคนเด่นดัง เป็นที่รู้จัก เป็นคนรวย มีชื่อเสียง มีหน้าที่การงานใหญ่โตแต่กลับเป็นคนที่มีความคิดจิตใจสกปรก เห็นแก่ตัว มักกระทำในสิ่งที่เป็นภัยต่อผู้อื่นและสังคม 


แต่คนสำคัญที่แท้จริงหมายถึงบุคคลที่มีความคิดและมีจิตใจที่ดี รู้จักวางตัวและแสดงออกอย่างเหมาะสม ทำในสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ดังนั้น หากอยากเป็นคนสำคัญแล้ว ลองเปิดตัวเองแล้วเริ่มต้นทำสิ่งดี ๆ สักอย่าง แล้วเราจะเป็นคนสำคัญทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอย่างแน่นอน




นิทานเรื่อง พ่อ ตอน " คำสอนของเตี่ย "



Cliff Richard Live Daddy's Home + Ocean Deep



" คำสอนของเตี่ย "


ฉันเป็นลูกชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งหนีภัยสงคราม เหล่ากง เหล่าม่า ต้องหอบลูกกระเตงหลาน เสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล หนีตายมาเมืองไทย

เตี่ยเล่าให้ฟังว่า อยู่เมืองจีนลำบากมาก ข้าวปลาอาหารไม่มีกิน มีแต่ความแห้งแล้ง ผู้คนแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ตระกูลของเราได้เข้ามาอาศัยแผ่นดินไทย ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 7 
( เรียกว่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แต่เตี่ยพูดไม่เป็น )

ตระกูลของเรายึดอาชีพค้าขาย คนจีนชอบค้าขาย ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร สมัยนั้นลูกจ้างก็คือ กุลี ยากจนไม่มีความมั่นคง ถ้าคนจีนไม่ค้าขายก็ต้องไปเป็นกุลี ใช้แรงงานขายแรงงาน 

อากงมีวิชาทำก๋วยเตี๋ยวติดตัวมา อากงจึงทำโรงก๋วยเตี๋ยว อาแปะทำโรงซีอิ๊ว อาโกเปิดร้านค้าขาย อาเจ็กไม่มีวิชาอะไร จึงไปเรียนวิชาชีพเป็นช่างไฟและจบออกมาเปิดร้านค้าขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ตระกูลของเราก็ได้ถ่ายทอดวิชาค้าขายต่างๆสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน

เตี่ยเป็นคนชอบชิม ชอบทาน เตี่ยทำอาหารเก่งมาก จึงยึดอาชีพทำโต๊ะจีน พวกเราก็พลอยได้กินอาหารเหลา อาหารอร่อย ระดับภัตตาคาร ฝีมือพ่อครัวขั้นเทพมาตั้งแต่เด็กๆ ก๊วนกุ๊กเพื่อนรักกับเตี่ยก็คือ เจ้าของเรือนเพชรสุกี้ยากี้ ถนนเพชรบุรี และอีกคนก็ เจ้าของภัตตาคารเจ้าพระยา

เตี่ยบอกว่า อยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย ทำอะไรก็ขายได้ ขอให้ทำของดี อร่อยจริง และ ราคาไม่แพงเกินไป

และต่อไปนี้ คือเรื่องเล่า ข้อคิด คำสอนจากเตี่ยของฉัน



 1. ฉันมักจะเห็นเตี่ย ใส่กางเกงตูดปะ ตูดขาด ไม่พิถีพิถันที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนคนไทยเขาบ้าง จะได้สวยงามดูดี ไม่ทำให้ฉันต้องอายเพื่อน ฉันจึงถามเตี่ยว่า ทำไมเตี่ยไม่แต่งตัวดีดีเหมือนคนอื่นเขา เตี่ยตอบว่า

" เราเป็นคนจีนเนี่ย ปากท้องต้องมาก่อน อยู่เมืองจีน เราลำบากมาก แย่งกันกินแย่งกันใช้ พื้นดินสีแดง แห้งแล้ง อดอยาก ยากจน ไม่มีใครจะมาใส่ใจสนใจเรื่องเสื้อผ้า เรื่องแต่งตัว ขอแค่ได้กินอิ่ม กินดีดี มีชีวิตอยู่รอดก็ดีใจมากแล้ว จำไว้นะลูก ใส่กางเกงตูดขาดไม่เป็นไร แต่ปากท้องเราต้องอิ่ม คนในครอบครัวเราต้องกินอิ่ม " 

พูดเรื่องนี้ปุ๊บ ฉันนึกภาพเด็กไทย อดข้าว กินข้าวกับน้ำปลา เพื่อหาตังค์ซื้อกระเป๋าหลุยส์วิคตอง ใบละห้าหมื่น ลอยขึ้นมาทันที .....



 2. เมื่อเริ่มมีเงิน อย่าเอาเงินไปซื้อของปรนเปรอตนเองทั้งหมด ต้องเก็บเงินไว้ลงทุน ขยายธุรกิจต่อไปด้วย



 3. ขายอาหารจานเดียวนะ อย่าขายอาหารตามสั่ง อาหารจานเดียว ทำให้อร่อย อร่อยจริงๆ แค่อย่างเดียวพอ ก็รวยได้ อาหารตามสั่ง ทำไม่ทัน ทำเยอะก็ไม่ได้ ไม่ทันรวยเหนื่อยตายก่อน



 4. ต้องหัดฟังเพลงเก่าๆมั่ง เพลงเก่าๆ มันไพเราะน่าฟัง เพลงสมัยพวกแก มันไม่มีอะไรเลย ตะโกนกันโหวกเหวก มันเป็นเพลงตรงไหน



 5. อย่าไปดองกับคนไม่ดี ลูกหลานไปมีครอบครัว ถ้าไปแต่งงานกับคนไม่ดี ตระกูลไม่ดี เป็นนักเลง ติดยา ติดการพนัน ขี้โกง เห็นแก่ตัว ขี้เหนียว ไม่รักญาติพี่น้องไม่เอาใคร ดองกันไป ก็เดือดร้อนทั้งตระกูล เพราะคนจีนเราผูกพันกัน เกี่ยวพันกันเป็นครอบครัวใหญ่



 6. ถ้าหาแฟนดีดีไมได้ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครดีกับลูก ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ต้องไปฟูมฟายเสียใจหาใครเค้า ลูกสาวคนเดียวเตี่ยเลี้ยงได้



 7. เป็นพี่น้อง ต้องรักกันมากๆ อย่าทะเลาะกัน อย่าตีกัน พ่อแม่จะนอนตายตาไม่หลับ



 8. เตี่ยตื่นตีสี่ ตีห้าทุกวัน เตี่ยบอกว่า เราตื่นก่อนเขาก็ทำงานก่อนเขา มีเวลามากกว่าเขาวันละ 1 ชม. ชีวิตเราก็ล้ำหน้าคนอื่นไปแล้ว วันละ 1 ชม. ทำให้นึกถึงคำคนจีนว่า 
" อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา "



 9. มีวัดอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชนต้องดูแล ไม่ใช่เอาแต่หอบเงินขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทำบุญวัดโน้น วัดนี้ แต่วัดในชุมชนตนเองหมู่บ้านตนเองไม่ดูแลเลย เราเกิดที่นี่โตที่นี่เราต้องดูแลบ้านของเรา 

คิดถึงเตี่ยมาก รักเตี่ยทุกๆวัน รูปเตี่ยอยู่ในกระเป๋าหนูตลอดเวลา…..


จากคุณยาย นิมมี่





1
2

Wish You Happinessss

Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. 
If you love what you are doing, you will be successful. 

~ Albert Schweitzer ~

 คัมภีร์ 5 ห่วง  วิถีแห่ง "ซามูไร" วิถีแห่งนักรบ "บูชิโด"   แนวคิดของตัวเม่น   GOOD LUCK สร้างแรงบันดาลใจเพื่อความสำเร็จ ในชีวิตและธุรกิจด้วยตัวคุณเอง    Why complicate life ?   3 x 8 = เท่าไหร่ ?????   "ฉันชื่อ..โอกาส"

Wish You Happinessss