1
2

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Travel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Travel แสดงบทความทั้งหมด

Happinessss Fb : Beautiful World Part 12




Happinessss Fb : Beautiful World Part 12

1. “วัดผาซ่อนแก้ว” หรือ “วัดพระธาตุผาแก้ว” เขาค้อ เพชรบูรณ์

 
* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/pUHeXwWjEN4

วัดพระธาตุผาแก้ว เป็นวัดที่มีความสวยงามและตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบข้างที่เขียวชอุ่มได้เป็นอย่างดี วัดแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 ในนาม "พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว" ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม จัดตั้งเป็นวัดในมงคลนามว่า "วัดพระธาตุผาแก้ว" เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2553 โดยมีพระครูสังฆรักษ์ ปารมี สุรยุทโธ เป็นเจ้าอาวาส วัดผาซ่อนแก้วตั้งอยู่ในชัยภูมิธรรม ณ. บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และก่อสร้างเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ปัจจุบันมีผู้ร่วมถวายปัจจัยซื้อที่ดินเพิ่มรวมทั้งสิ้นมีที่ดินรวม 91 ไร่
       
สำหรับจุดเด่นอันแตกต่างของวัดพระธาตุผาแก้วก็คือ การตกแต่งในจุดต่างๆของวัด ไม่ว่าจะเป็น ผนัง เสา หรือแม้กระทั่งพื้น ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องและลูกแก้ว ที่ไม่ว่าจะมองไปยังจุดไหนของวัดก็จะมองเห็นอย่างสะดุดตา เมื่อกระทบกับแสงแดดแล้วช่างระยิบระยับสวยงามจริงๆ สมกับเป็นการตกแต่งที่ไม่เหมือนที่ไหนจริงๆ

ขณะที่สิ่งที่ถือเป็นหัวใจของวัดแห่งนี้ก็คือ "เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว สิริราชย์ธรรมนฤมิต" ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของวัด ด้วยรูปทรงที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ ด้านบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ในระยะไกล ส่วนเมื่อเข้ามาด้านในวัดก็จะยิ่งเห็นความใหญ่โตของเจดีย์มากขึ้น
       
ด้านสิ่งน่าสนใจอื่นๆ ภายในวัด ก็มี ศาลาปฏิบัติธรรม (ศาลาพระหยกเขียว), พระพุทธเลิศรัตนโชติมณี, พระพุทธรัตนสัมฤทธิ์ผลฯลฯ

นอกจากงานพุทธศิลป์อันสวยงามน่าสนใจแล้ว วัดพระธาตุผาแก้ว ยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็น ธรรมชาติที่งดงาม เป็นภูเขาที่สูงใหญ่ ซ้อนกันเป็นทิวเขาเรียงรายล้อมรอบบริเวณศาลาปฏิบัติธรรม และบนยอดเขาสูง มีถ้ำอยู่บนปลายยอดเขา เชื่อกันว่ามีชาวบ้านทางแดงหลายคน เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้า และลับหายเข้าไปในถ้ำบนยอดผา ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา และต่างถือว่าเป็นสถานที่มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นที่มาของคำว่า "ผาซ่อนแก้ว" ที่ถือเป็นความงามที่ไม่ซ่อนเร้นแห่งเขาค้อ ซึ่งรอคอยให้ผู้สนใจได้เดินทางไปสัมผัสในความงาม

สำหรับที่มาของชื่อ ผาซ่อนแก้ว นั้น มีที่มาจากชาวบ้านในหมู่บ้านทางแดงเห็นลูกแก้วลอยอยู่บนฟ้า แล้วหายเข้าไปในถ้ำที่ปลายยอดหน้าผา ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าสิ่งอัศจรรย์นั้นคือ พระบรมสารีริกธาตุเสด็จมา จึงยกย่องสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่มงคล และศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังมีผู้ที่ต้องการความสงบมาพักผ่อนปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ จึงเกิดเป็นที่มาของชื่อ พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้ว ตั้งแต่นั้นมา

จุดเด่นของ ผาซ่อนแก้ว คือความเงียบสงบ และสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ในมุม 360 องศา ที่มีเนินเขารายล้อม ทุ่งหญ้าเขียวขจี ลมพัดเย็น ๆ บวกกับต้นไม้เล็กใหญ่คอยให้ร่มเงา แถมสุดสายตามีถ้ำปลายเขาที่เป็นตำนานของ ผาซ่อนแก้ว และมีศาลาปฏิบัติธรรมอยู่ด้านหลัง

ส่วนภายในบริเวณวัด มีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ให้สักการะบูชา มีเจดีย์ที่สร้างขึ้นคล้ายดอกบัว 7 ชั้น ตกแต่งด้วยข้าวของมีค่านานาชนิด ทั้งถ้วยชามเบญจรงค์ ไข่มุก ลูกปัด แก้ว แหวน เงิน ทอง รวมถึงเซรามิกสีสด และมีประติมากรรมที่งดงาม
:: phasornkaew.org ::

2. น้ำตกบ๋านยก (Ban Gioc) หรือ น้ำตกเต๋อเทียน (Detian Falls)  มหัศจรรย์น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/m5xWSyucxj0

Ban Gioc–Detian Falls on the Border of Vietnam and China
สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันในวันนี้ก็คือ น้ำตกเต๋อเทียน (DeTian Waterfall) เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่กลางพรมแดนระหว่างจีนกับเวียดนามในเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี ของประเทศจีน 

น้ำตกบ๋านยก (Ban Gioc) หรือ น้ำตกเต๋อเทียน (Detian Falls) น้ำตกที่กั้นชายแดนระหว่างประเทศเวียดนามและจีนใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยน้ำตก มีความกว้างราว 120 เมตร สูงประมาณ 70 เมตร แบ่งออกเป็นชั้นๆ พร้อมกระแสน้ำที่เทลงมากระทบเบื้องล่างแตกกระจายเป็นฟองฝอยอย่างงดงาม 

หากพูดถึงน้ำตก เชื่อว่าหลายๆคนคงต้องนึงถึงบรรยากาศความสดชื่นของสายน้ำเย็นๆ จากนั้นก็ดำดิ่งลงไปในน้ำ แล้วสอดส่องสายตามองดูบรรดาปลาเล็กปลาน้อยที่แหวกว่ายไปตามธารน้ำ แค่เพียงการพรรณนา ก็ทำให้อยากไปเที่ยวน้ำตกขึ้นมาในทันที... 

หลายคนอาจสงสัยว่าน้ำตกแห่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ทำไมน้ำตกถึงได้มีขนาดใหญ่โตและมีความงดงามขนาดนี้ 

คำตอบก็คือ น้ำตกเต๋อเทียน มีต้นน้ำอยู่ที่ อำเภอชิงสี ในมณฑลกวางสี ของประเทศจีน หลังจากนั้นก็ไหลวกเข้าไปในประเทศเวียดนาม ก่อนจะไหลกลับเข้ามาในประเทศจีนที่หมู่บ้านเต๋อเทียนอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง 

แล้วเวลาไหน? ถึงจะเหมาะแก่การมาเที่ยวน้ำตกแห่งนี้ 

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชื่นชมความงามของน้ำตกนั้น คือ ควรมาในช่วงฤดูร้อน แม้ว่าฤดูนี้น้ำจะน้อยกว่าปกติ แต่อากาศในช่วงนี้ จะค่อนข้างดีไม่หนาวมากเกินไป ส่วนในช่วงฤดูฝน แม้ว่าน้ำจะมีมาก แต่คุณจะสนุกกับน้ำตกได้ไม่เต็มที่นัก ชอบช่วงเวลาไหนก็เลือกเอาแล้วกันนะ 

อะไรคือความโดดเด่นของน้ำตกแห่งนี้? 

น้ำตกเต๋อเทียน เป็นน้ำตกที่มีความสูงต่ำลดหลั่นลงมาเป็นสามชั้น เป็นภาพที่แลงามอลังการ ความใหญ่โตของน้ำตกชวนตื่นตาตื่นใจ แม้จะอยู่ในสถานที่ไกลออกไป ก็ยังสามารถได้ยินเสียงโครมครึกกึกก้องของน้ำไหลอย่างชัดเจน 
    
นอกจากความงามของน้ำตกแล้ว คุณยังสามารถเที่ยวชมความงามของทุ่งนาแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นวิวจากทางฝั่งของเวียดนาม ที่มีความสวยงามไม่แพ้ของจีนเลยทีเดียว... 

หมายเหตุ “น้ำตกเต๋อเทียน” (德天瀑布) (ภาษาเวียดนาม เรียกว่า “น้ำตก Ban Gioc”) ซึ่งถือว่าเป็นน้ำตกระหว่างพรมแดนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย
:: by AP, variety.teenee.com ::


3. ตะลุย"เขาฟาการาส" สัมผัสไอหนาว"โรงแรมน้ำแข็ง" "โรมาเนีย"

จริงอย่างคำเขาว่า "ในวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเสมอ"ก็ดูอย่าง "โรมาเนีย" ถิ่นที่ได้รับฉายาว่า "แดนผีดิบ" เป็นตัวอย่างหน่ะสิอากาศหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ จนกระทั่ง "หิมะ" ตก และสรรพสิ่งต่งๆ ล้วนปกคลุมด้วยน้ำแข็งจนขาวโพลนอย่างนี้ไหนๆ ก็ไหนๆ ...เลยสร้าง "โรงแรมน้ำแข็ง" ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปซะเลย

       เป็นแนวคิดไอเดียกิ๊บเก๋ จนก่อเกิด "โรงแรมน้ำแข็ง" ซึ่งถูกยกย่องว่า เป็น "โรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของภูมิภาคยุโรปตะวันออก"

      เรียกว่า ถ้าไม่มี "หิมะ" ที่พากันตกจนขาวโพลนเพราะอากาศหนาวจัด ซึ่งใครๆ ก็พากันเข็ดขยาดกับสภาพอากาศจนเห็นว่าเป็นภาวะ "วิกฤติ"กันแล้วไซร้ "โรงแรมน้ำแข็ง" ที่ว่า บังเกิดขึ้นไม่ได้นะเนี่ย!!!

      โดยโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ย่านเชิงเขาของภูเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งกล่าวขวัญกันว่า เป็น "ภูเขา" ที่มียอดเขาสูงที่สุดของเทือกเขาเซาเทิร์นคาร์เปเทียน หรือคาร์เปเทียนตอนใต้

       "ภูเขา" ที่ว่านั้นก็คือ..."ฟาการาส" (Faragas) นั่นเอง
       กล่าวถึงภูเขาฟาการาส แม้เป็นหนึ่งกลุ่มภูเขาในเทือกเขาคาร์เปเทียนตอนใต้ แต่นิวาสถานของมันนั้น กลับอยู่ทางตอนกลางของโรมาเนีย จะเรียกว่า อยู่ย่านใจกลาง "ใจกลาง" ของประเทศเลยก็ว่าได้

       ในยามการท่องเที่ยวฤดูกาลอื่น ภูเขาฟาการาส ก็เป็นแหล่งดึงดูดพวกชีพจรลงเท้าจากทั่วทุกมุมโลกแห่งหนึ่งอีกเหมือนกัน โดยคณะนักท่องเที่ยวมักจะมาตะลุยท่องแดน พร้อมกับไต่เขาที่ถูกยกย่องว่า "สูงสุดที่สุด" ในโรมาเนีย ยอดเขาบนภูเขาฟาการาสที่ว่านั้น ก็ได้แก่ "มอลโดเวียนู"

       โดยคณะนักท่องเที่ยวนอกจากชื่นชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติที่อยู่เบื้องล่างแล้ว ก็ยังหมายมั่นปั้นมือที่จะพิชิตความสูงที่ 2,544 เมตรของมันอีกด้วย ซึ่งตรงจุดบริเวณที่เป็นสถานที่ตั้งของยอดเขามอลโดเวียนูนี้ อยู่ในเขตชุมชนอาร์เกส

       เบื้องล่างของภูเขาฟาการาส ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ถูกยกให้เป็นแหล่งน้ำทางตอนกลางของโรมาเนีย นั่นคือ... "ทะเลสาบบาเลีย"ในช่วงฤดูกาลอื่นๆ ทะเลสาบแห่งนี้ ก็เหมือนทะเลสาบทั่วๆ ไป คือ เต็มไปด้วยผืนน้ำ ทว่า สำหรับ ในฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนักแล้ว "ทะเลสาบ" ได้กลายสภาพไปเป็น "ธารน้ำแข็ง" กันเลยทีเดียว

        ด้วยความที่สถานแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง เพราะอากาศหนาวจัดจนหิมะตกหนัก ทางโรมาเนีย ก็เลยถือโอกาสสร้าง "โรงแรมน้ำแข็ง" ในช่วงนี้กันไปซะเลย ซึ่งพวกเขากล่าวว่า โรงแรมน้ำแข็ง ถูกสร้างต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวได้เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น พร้อมกับตั้งชื่อว่า "บาเลียเลกโฮเต็ล"  (Balea Lac)

        โดยทางโรมาเนีย ระบุว่า วัสดุทุกชิ้นที่นำมาสร้างเป็น "น้ำแข็ง" ทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น แก้วน้ำ เป็นต้น ก็ยังทำจากน้ำแข็งด้วยเหมือนกัน

         ที่สำคัญทางโรมาเนีย ไม่ได้ก่อสร้างแบบสุกเอาเผากิน แต่พิถีพิถันจัดเป็นห้องหับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร บาร์เหล้า หรือแม้กระทั่ง "โบสถ์" สำหรับคู่บ่าว- สาวถือโอกาสอันหาได้ยากอย่างนี้ มาประกอบพิธีวิวาห์ ก็เตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพ

         ก็ต้องถือเป็นแนวทางสำหรับการบริหารจัดการท่องเที่ยวในช่วงสภาพอากาศที่หลายคนบอกว่า "ไม่เป็นใจ" ให้กลายเป็นแหล่งดึงดูดคณะนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้มาเที่ยวชม

 The Ice Hotel
Nestled between the icy peaks of the Fagaras Mountains and veiled by clouds, the remote Ice Hotel stands 2000m above sea level and can only be accessed via cable car. Each winter, once the Balea Lake freezes over, the locals cut and drag blocks of the icy lake to the location of the hotel which is set against a magnificent backdrop. Hand carved by local craftsmen using traditional techniques, the frozen Balea Lake is transformed into the beautifully intricate structures of the Ice Hotel and its magical Ice Church. With individually sculptured rooms of ice, each and every corner of the Ice Hotel is stunningly unique and is re-designed and re-built every winter.

A stay at the Ice Hotel is truly a unique, once in a lifetime opportunity. The experience begins in style as guests are transported up through the misty, snow covered mountain peaks by cable car; a trip which affords incredible panoramas of the surrounding alpine area studded with rich coniferous forests. As detailed below, guests have a wide range of activities to enjoy during their stay and the sub zero Ice Bar is always open for a very cool beverage served in customary ice glasses.

Although temperatures in the Ice Hotel typically waiver between -2 and +2 degrees, guests find themselves enjoying a surprisingly cosy night's sleep, particularly those who have indulged in a nightcap before bed. Ice beds are covered with insulating reindeer fur then topped with mattresses for extra comfort. Bedding, further furs, and specialist sleeping bags are all provided and bathroom facilities are located nearby.

Untravelled Paths has arranged a multitude of winter wonderful snow-based activities to keep you entertained in and around Balea Lake, including snowmobiling, ice sculpting, sledging and trekking. Guests are also invited to sign up for a fairytale evening meal within the Ice Hotel itself. Wrapped up nice and snug and seated on fur-lined thrones of ice which are pulled up to a frozen table, dinner is served in style with plates of ice and frosty glasses. Alternatively, those who feel the cold more than most, can defrost with a warm meal at the Lake Balea Chalet. Read more ... icehotelromania.com
:: siamrath.co.th ::

4. Santa Maria dell'Isola Church, Tropea, Calabria, Italy


ชมแผนที่ค่ะ -> http://goo.gl/maps/JH4fs

โบสถ์ Santa Maria dell'Isola ซึ่งตั้งอยู่ตรงผาหินสูง และนับเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง Tropea

เมือง Tropea ประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนหินผาสูงริมทะเล จึงเป็นเมืองที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่านมากนัก
Tropea ตั้งอยู่ในแคว้นกาลาเบรียทางตอนใต้ของ ประเทศอิตาลี ติดกับทะเลไทเรเนียน ซึ่งชาวอิตาลีรู้จักกันดีในนาม Costa degli Dei หรือชายหาดของพระเจ้านั่นเอง ซึ่งที่มาของชื่อมาจากความเชื่อแต่สมัยโบราณของชาวบ้าน ที่เล่าขานกันว่า เมืองนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยเทพผู้เปี่ยมไปด้วยพละกำลังอย่างเฮอร์คิวลิส

และถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่ สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอันดับแรก คือ การเข้าชมชายหาด เพราะมีทิวทัศน์ที่สวยงาม แถมยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมพากันไปอาบแดดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่อยากลงไปเดินเลียบชายหาด ก็สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกส่องแสงกระทบกับผิวน้ำทะเลได้จากในเมือง แถมยังได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามนี้จากมุมสูงเช่นกัน

นอกเหนือจากชายหาดชื่อดังของ Tropea แล้ว ทิวทัศน์ในเมืองนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามคลาสสิกด้วยสถาปัตยกรรมแนวกรีกโบราณอีกด้วย เพราะ Tropea นั้นเป็นเมื่องที่ค่อนข้างเก่าแก่ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ที่นี่จึงมักจะมีอายุมาก จากการก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ

:: travel.kapook.com ::
:: tumblr ::


5. Photo and caption by Chang ming chih
The fishers catched fish in the night.They use the fire that made fish close the boat and got them.
Location: The north beach near Jilung

:: nationalgeographic.com ::

ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ....

การทำประมงโดยใช้แสงไฟล่อสัตว์น้ำ (Luring Light Fishing)

การทำประมงเพื่อจับสัตว์น้ำ ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวประมงได้พยายามคิดค้นวิธีการจับสัตว์น้ำให้ทันสมัย เพื่อที่จะสามารถจับสัตว์น้ำได้มากที่สุด การพัฒนาเครื่องมือประมงอีกชนิดหนึ่งที่มีการพัฒนากันมาอย่างยาวนานคือ การทำประมงโดยใช้แสงไฟเป็นตัวล่อสัตว์น้ำ (Luring Light Fishing)

หากท่านได้มีโอกาสมองทะเลในยามค่ำคืนหลายท่านอาจสงสัยว่า มีแสงไฟต่างๆ มากมายเหมือนมีการจัดงานมหรสพในทะเล มีทั้งแสงไฟสีขาวนวล แสงไฟสีเขียว ท่านทราบหรือไม่ว่า นั่นคือการทำประมงชนิดหนึ่งของชาวประมง โดยใช้แสงไฟเป็นตัวล่อให้สัตว์น้ำมารวมกลุ่มกัน และหลังจากนั้นชาวประมงจะใช้ อวนล้อม หรือ อวนยก หรือ การตักด้วยสวิง จับสัตว์น้ำที่มาเล่นแสงไฟเหล่านั้นขึ้นมา สัตว์น้ำส่วนใหญ่ที่ชาวประมงนิยมจับด้วยวิธีนี้ได้แก่ หมึก และปลากะตัก สำหรับไฟที่ใช้ในการล่อสัตว์น้ำนั้น มีด้วยกันหลายชนิด เช่น หลอดไส้ หลอฟลูออเรสเซนต์ หลอดเมอคิวรี่ หลอดไฟฮาโลเจน หลอด LED เป็นต้น ซึ่งหลอดไฟแต่ละชนิดจะมีกำลังวัตต์ในการเรืองแสง และราคาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการประมงชนิดนี้ ทำกันทั้งในรูปแบบประมงพื้นบ้าน และแบบเชิงพาณิชย์

การทำประมงโดยใช้แสงไฟเป็นตัวล่อสัตว์น้ำ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหลายประเทศเนื่องจากผลผลิตที่ได้มีปริมาณมาก อีกทั้งยังอาจจับได้หลายชนิดในคราวเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีการคิดค้นและพัฒนาการทำประมงชนิดนี้ ผ่านงานวิจัยและโครงการต่างๆมากมาย เพื่อศึกษาลักษณะสีของแสง กำลังของแสงในการส่งผ่านใต้น้ำ สำหรับล่อสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงตามลักษณะนิสัยการเล่นแสงของสัตว์น้ำกลุ่มเป้าหมาย ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีเรือที่ใช้แสงไฟล่อจับหมึกมากกว่า 25,000 ลำ เป็นผลให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา มีปริมาณผลผลิตของหมึกที่จับได้เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้หลายหน่วยงานของภาครัฐเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรหมึกและสัตว์น้ำอื่นๆ ในอนาคต อีกทั้งจากการวิจัยยังได้พบว่าการทำประมงชนิดนี้ ก่อให้เกิดการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซค์ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสภาวะโลกร้อน

สำหรับในประเทศไทยการทำประมงโดยใช้แสงไฟล่อสัตว์น้ำนั้นมีวิวัฒนาการและพัฒนามานานมากกว่า 50 ปี พบได้ทั่วไป ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน จากสถิติเรือประมงที่รวบรวมโดยกรมประมง พบว่าเรือประมงที่มีการใช้ไฟล่อสัตว์น้ำที่ได้ทำการจดทะเบียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี พ.ศ. 2544 จำนวน 3,250 ลำ เพิ่มขึ้นเป็น 3,709 ลำ ในปี พ.ศ. 2548 สำหรับไฟที่ชาวประมงนิยมนำมาล่อสัตว์น้ำจะมีจากการพัฒนาประสิทธิภาพของการทำประมงโดยใช้แสงไฟล่อสัตว์น้ำ ทำให้มีผู้ตั้งขอสันนิษฐานว่า การทำประมงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำตลอดจนระบบนิเวศวิทยา ปริมาณการจับสัตว์น้ำที่เกินศักยภาพการผลิตมากน้อยเพียงใด ทำให้หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมมือกันในการทำวิจัยและพัฒนาหาประสิทธิภาพสีของแสงไฟ ที่สามารถล่อสัตว์น้ำกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด ไม่ส่งผลต่อสัตว์น้ำที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลทางด้านต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและหามาตราการแก้ไขและปรับปรุงต่อไปในอนาคต

:: aquatoyou.com ::


6. Autumn Leaves and Rain, Calgary, Canada.


7. Fira By Night (Santorini, Greece.)
By Ben Heine
:: flickr.com ::

8. "บันไดสู่สรวงสวรรค์" (Stairway to Heaven)

"บันไดสู่สรวงสวรรค์" (Stairway to Heaven) ซึ่งมีความสูงกว่า 300 ฟุต หรือประมาณ 91.44 เมตร ที่เขาไท่หัง (Taihang Mountains) เมืองหลินโจว (Linzhou) มณฑลเหอหนานของจีน (China)

โดยเจ้าหน้าที่ของจีน เผยว่า พวกเขาได้ติดตั้งบันไดวนขึ้น เพื่อต้องการสร้างประสบการณ์ที่ตื่นเต้นอีกรูปแบบในการสัมผัสบรรยากาศบริเวณด้านบนภูเขาให้กับนักปีนเขาที่กลัวอันตรายและไม่มีแรงในการปีนด้วยวิธีปกติ และเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของจีน ระบุด้วยว่า การปีนบันไดนี้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี เท่านั้น ที่จะใช้บันไดวนได้ รวมทั้งต้องลงนามในแบบฟอร์มยืนยันว่า ไม่ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจหรือปอด นอกจากนี้ เขายังกล่าวแบบขำ ๆ ด้วยว่า ที่ต้องเข้มงวดเช่นนี้เพราะหากคุณปืนขึ้นไปครึ่งทางและปืนต่อไม่ไหว คุณอาจต้องติดแหง็กอยู่ตรงนั้นไปอีกนาน

:: hilight.kapook.com ::

9. บ้านพักตากอากาศ, น้ำตก Kaweah, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา


As seen in Sunset magazine, the Wall Street Journal and the New York Times!

 Kaweah Falls is a one-of-a-kind vacation home tucked away at the base of the Sequoia National Park in the cozy Sierra Nevada mountain town of Three Rivers, CA ― an easy 3.5 hours from Los Angeles, 4.5 hours from San Francisco, and 1+ hour from Fresno Yosemite International airport.

Designed by Frank Lloyd Wright student, Frank Robert — and a finalist in DWELL magazine’s 2010 ‘Houses We Love’ competition — the home bridges a regulated water flume leading to a private sandy beach on the main fork of the Kaweah River and a year-round active waterfall. 

Kaweah Falls makes the ultimate escape from the city, a luxury base camp for exploring the Sequoia National Park, the ideal writer’s retreat (finally finish that novel or screenplay)―or simply a place to recharge, far away from the hustle and bustle.

:: kaweahfalls.com ::

10. The Green Dragon in Hobbiton. A real and operating pub.

The Green Dragon ฮอบบิตตัน มูวีเซ็ดหมู่บ้านชาวฮอบบิตของภาพยนตร์เรื่องดัง
“The Lord of The Rings”  และเรื่อง “The Hobbit : An Unexpected Journey” 
ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทั่วโลก ประเทศนิวซีแลนด์

:: Friends of Hobbiton Movie Set ::
:: imgur.com ::


11. แชนด์ เบารี บ่อน้ำขั้นบันไดที่ลึกที่สุดในอินเดีย

* ชมภาพแบบ 360 องศาค่ะ -> http://www.360cities.net/image/abhaneri-step-well#6.10,13.20,109.8



* ชมแผนที่ค่ะ -> http://goo.gl/maps/XVfO


* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/Tzgv58ONDyo



* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/TyfJ6v36l0A

แชนด์ เบารี หรือแชนด์โบริ ตั้งอยู่ที่ รัฐ Rajasthan ทางตะวันตกของ ประเทศอินเดีย ใกล้กับหมู่บ้านอะบาห์เนรี ในเขตดาอุษา ที่มาที่ไปของ บ่อน้ำขั้นบันไดโบราณ แห่งนี้ เกิดจากปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ในช่วงศตวรรษที่ 9 กษัตริย์ Chanda จึงรวบรวมชาวเมืองมาร่วมด้วยช่วยกันสร้างบ่อน้ำขึ้น เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติน้ำ โดยขุดบ่อลึกถึง 100 ฟุต ขนาดสูง 13 ชั้น มีจำนวนขั้นบันไดทั้งหมด 3,500 ขั้น บ่อน้ำ แชนด์ เบารี ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงการวางแผนและการจัดการที่ดีของคนในยุคโบราณ

ด้วยความสวยและอัศจรรย์ของ แชนด์ เบารี จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง แห่ง รัฐ Rajasthan อย่างไม่ต้องสงสัย!

Chand Baori is a famous stepwell situated in the village of Abhaneri near Jaipur in the Indian state of Rajasthan.
It is located opposite Harshat Mata Temple and was constructed in 800 c. Its 3500 narrow steps in 13 stories extend 100 feet into the ground, making it one of the deepest (and largest) stepwells in India. It has served as a location for films such as The Fall and The Dark Knight Rises.

:: travel.thaiza.com ::
:: Wikipedia, the free encyclopedia ::

12. Musée des Arts Forains, Paris, France 

* ชมภาพแบบ 360 องศาค่ะ ->  http://www.360cities.net/image/theatre-of-marvels-pavillons-de-bercy-paris#88.40,0.20,96.8

* ชมภาพแบบ 360 องศาค่ะ -> http://www.tourwrist.com/panos/20702

* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/yYVuuw4Mw3I

* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/XmNmg_eN4Ho

พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Fairground, ปารีส, ฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์สวนสนุกเอกชนของJean-Paul Favand  ของที่สะสม มีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 มาจนถึงปัจจุบัน
:: arts-forains.com ::
:: flickr.com ::


13. โรงละคร ปาแลการ์นีเย ประเทศฝรั่งเศส (Palais Garnier, France)

* ชมภาพแบบ 360 องศาค่ะ -> http://www.360cities.net


 

* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/7p1_iEIp9u8



* ชมแผนที่ค่ะ -> http://goo.gl/maps/oj1Sv

โรงอุปรากรปาแลการ์นีเย (ฝรั่งเศส: Palais Garnier; Opéra de Paris; Opéra Garnier; Paris Opéra, ฟังเสียง) เป็นโรงอุปรากรตั้งอยู่ในกรุงปารีสในฝรั่งเศส ที่สร้างโดย ชาร์ล การ์นีเย เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูบาโรก โรงอุปรากรปาแลการ์นีเยถือกันว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุค

เมื่อทำการเปิดในปี ค.ศ. 1875 โรงอุปรากรมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Académie Nationale de Musique - Théâtre de l'Opéra” (สถาบันดนตรีแห่งชาติ - โรงละครเพื่อการแสดงอุปรากร) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1978 เมื่อได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “Théâtre National de l'Opéra de Paris” (โรงละครแห่งชาติเพื่อการแสดงอุปรากรแห่งปารีส) แต่หลังจากคณะอุปรากรแห่งปารีส (Opéra National de Paris) เลือกโรงอุปรากรบัสตีย์ซึ่งเป็นโรงอุปรากรที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เป็นโรงอุปรากรหลักแล้ว โรงละครแห่งชาติก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ปาแลการ์นีเย” แม้ว่าจะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Académie Nationale de Musique” (สถาบันดนตรีแห่งชาติ) แม้ว่าคณะอุปรากรจะย้ายไปยังโรงอุปรากรบัสตีย์ แต่ “ปาแลการ์นีเย” ก็ยังคงเรียกกันว่า “โรงอุปรากรปารีส”

แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าโรงอุปรากรเดิมเล็กน้อย แต่ปาแลการ์นีเยก็มีเนื้อที่ถึง 11,000 ตารางเมตร จุผู้ชมได้ประมาณ 2,700 คนภายใต้โคมระย้าที่หนักกว่า 6 ตัน และมีห้องที่สามารถรับนักแสดงได้ถึง 450 คน การตกแต่งอย่างหรูหราเป็นการตกแต่งตามแบบสถาปัตยกรรมวิจิตรศิลป์สถาปัตยกรรมวิจิตรศิลป์ ที่ผังเป็นลักษณะที่สมมาตรพร้อมด้วยการตกแต่งภายนอก

การตกแต่งปาแลการ์นีเยเป็นการตกแต่งอัน “วิจิตรตระการตา” โดยใช้แถบหินอ่อนหลากสี, คอลัมน์ และ รูปสลักเสลาอันงดงามที่บางรูปมาจากตำนานเทพเจ้ากรีก ระหว่างคอลัมน์ด้านหน้าเป็นประติมากรรมสำริดครึ่งตัวของคีตกวีเอกหลายคนที่รวมทั้งโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท, จออาชิโน รอสซินี, แดเนียล โอแบร์, ลุดวิจ ฟาน เบโทเฟิน, จาโคโม ไมเยอร์เบียร์, โฟรเมินทาล ฮาเลวีย์, กาสปาเรอ สปงทีนี และ ฟิลีป ควีโนล์ท.

กลางหลังคาเป็นประติมากรรม “อพอลโล, กวีนิพนธ์ และ ดนตรี” ที่สร้างโดยเอเม มิลเลต์ กลุ่มประติมากรรมปิดทองเป็น “ความกลมกลืน” และ “ดนตรี” ที่ออกแบบโดยชาร์ล จูเมอรีย์ และประติมากรรมสำริดขนาดเล็กกว่าเป็นภาพเพกาซัสของเออแฌน-หลุยส์ เลอเคสเนอ ประติมากรรมด้านหน้าสร้างโดยฟรองซัวส์ จูฟฟรอย (“ความกลมกลืน”), ฌอง-บัพทิสต์ โคลด เออแฌน กีโยม (“ดนตรี”), ฌอง-บัพทิสต์ คาร์โพซ์ (“นาฏกรรม”), ฌอง-โฌเซฟ แพร์โรด์ (“นาฏดนตรี”) และงานชิ้นอื่น ๆ โดย ศิลปินอีกหลายท่าน

ภายในตัวโรงอุปรากรประกอบด้วยระเบียง, บันได, ที่พักระหว่างขั้นบันได และ เวิ้ง ที่ผสานสลับกันไปมาที่ทำให้สามารถผู้คนจำนวนมากสามารถเคลื่อนย้ายทำการสังสรรค์กันได้อย่างสะดวกระหว่างการพักครึ่งระหว่างการแสดง การใช้สีที่ลึกและเป็นกำมะหยี่, ใบประดับสีทอง, ดรุณเทพ และ นิมฟ์ ในการตกแต่งภายในเป็นการตกแต่งตามแบบฉบับของสถาปัตยกรรมบาโรกอันอลังการ

บริเวณเพดานรอบโคมระย้าได้รับการเขียนภาพใหม่ในปี ค.ศ. 1964 โดยมาร์ค ชากาล แต่เป็นงานที่สร้างความขัดแย้ง เพราะมีผู้มีความเห็นว่าเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการตกแต่งโดยทั่วไปของสถาปัตยกรรม

ในปี ค.ศ. 1896 โคมระย้าของโรงอุปรากรก็ร่วงลงมาทำให้มีผู้เสียชีวิตไปคนหนึ่ง เหตุการณ์นี้ และ การมีทะเลสาบใต้ดิน, ห้องใต้ดินและองค์ประกอบอื่นทำให้กาสตง เลอรูซ์นำเอาไปเขียนนวนิยายกอธิค เรื่อง “เดอะแฟนธอมออฟดิโอเปรา” ในปี ค.ศ. 1909

The Palais Garnier (pronounced: [palɛ ɡaʁnje]; English: Garnier Palace) is a 1,979-seat opera house, which was built from 1861 to 1875 for the Paris Opera. It was originally called the Salle des Capucines because of its location on the Boulevard des Capucines in the 9th arrondissement of Paris, but soon became known as the the Palais Garnier in recognition of its opulence and its architect, Charles Garnier. The theatre was also often referred to as the Opéra Garnier, the Opéra de Paris or simply the Opéra. It was the primary home of the Paris Opera and its associated Paris Opera Ballet until 1989, when a new 2,700-seat house, the Opéra Bastille, with elaborate facilities for set and production changes, opened at the Place de la Bastille. The Paris Opera now mainly uses the Palais Garnier for ballet.

The Palais Garnier is "probably the most famous opera house in the world, a symbol of Paris like Notre Dame cathedral, the Louvre, or the Sacré Coeur basilica." This is at least partly due to its use as the setting for Gaston Leroux's 1911 novel The Phantom of the Opera and the novel's subsequent adaptations in films and Andrew Lloyd Webber's popular 1986 musical. Another contributing factor is that among the buildings constructed in Paris during the Second Empire, besides being the most expensive,it has been described as the only one that is "unquestionably a masterpiece of the first rank." This opinion is far from unanimous however: the 20th-century French architect Le Corbusier once described it as "a lying art" and contended that the "Garnier movement is a décor of the grave".

The Palais Garnier also houses the Bibliothèque-Musée de l'Opéra de Paris (Paris Opera Library-Museum). Although the Library-Museum is no longer managed by the Opera and is part of the Bibliothèque nationale de France, the museum is included in unaccompanied tours of the Palais Garnier.

From Wikipedia, the free encyclopedia
:: flickr.com ::


14. สถานที่ท่องเที่ยว สุดขีด ดำน้ำเล่นกับจระเข้ ( Crocosaurus Cove )

* ชมคลิปวีดีโอค่ะ -> http://youtu.be/mGdT9qMHD7Y

Crocosaurus Cove เป็นอีกหนึ่ง สถานที่ท่องเที่ยว สุดขีด ของเมืองดาวิน ประเทศ ออสเตรเลีย ที่จะนำท่านพบกับประสบการณ์ที่คุณจะไม่สามารถพบได้ที่ไหน โดยพวกเขาจะนำคุณไปว่ายน้ำเล่นกับ จระเข้น้ำเค็ม หา..... พูดอีกทีสิ ว่ายน้ำเล่นกับ จระเข้น้ำเค็ม

ข้อมูล เกี่ยวกับ Crocosaurus Cove
สถานที่ตั้ง เมืองดาวิน ประเทศ ออสเตรเลีย
เป็นสถานที่จัดแสดง สัตว์เลื้อยคลานในประเทศออสเตรเลีย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จุดเด่นของที่นี้ก็คือ การว่ายน้ำเล่นกับจระเข้น้ำเค็ม
หากคุณต้องการพบกับประสบการณ์ขุดขีดนี้ ก็ต้องควักกันหนักหน่อย 80 เหรียญ ( 2,800 บาท ) ได้ว่ายเล่นด้วยกัน 15 นาที ส่วนกรงทำจากอคริลิคใส ทำให้มั่นใจถึงความแข็งแรงปลอดภัยได้


15. Panorama of the Quiver Tree Forest
ผลงานของ Florian's Photographs


* ชมภาพแบบ 360 องศาค่ะ -> http://www.360cities.net/

ต้นคีฟเวอร์ (Quiver Tree: Aloe dichotoma)
พืชเฉพาะถิ่นพบในเขตทะเลทรายของประเทศนามิเบียและแอฟริกาใต้
เมื่อโตเต็มที่จะสูงมากกว่า ๑๐ เมตร ทั้งยังเป็นพืชอายุยืน ช่วงชีวิตเฉลี่ยประมาณ ๓๕๐ ปี
เพราะเติบโตในดินแดนแห้งแล้ง ภายในลำต้นจึงเป็นเนื้อเยื่ออวบน้ำที่นุ่มชื้น
เปลือกหุ้มลำต้นและผิวใบทำหน้าที่ป้องกันความชื้นระเหยสู่ภายนอก
ระบบรากตื้นสามารถดูดซับน้ำฝนซึ่งตกลงมาปริมาณน้อยนิดได้รวดเร็ว
คีฟเวอร์เป็นแหล่งพักพิงสำคัญของสัตว์น้อยใหญ่
ไม่เพียงน้ำหวานในดอกไม้จะมากพอหล่อเลี้ยงชีวิตแมลง นก และลิงบาบูน
กิ่งก้านที่แตกแขนงยังเหมาะสำหรับการสร้างรังของนกและการเกาะพักของเหยี่ยวทะเลทราย

ปี ๒๕๔๔ เกิดปรากฏการณ์คีฟเวอร์ยืนต้นตายครั้งใหญ่
นักวิทยาศาสตร์รายงานว่า อากาศที่ร้อนขึ้นในแถบเส้นศูนย์สูตรเป็นต้นเหตุความผิดปกติดังกล่าว
นอกจากนี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นช่วง ๒-๓ ทศวรรษที่ผ่านมายังเพิ่มอัตราการตายของต้นคีฟเวอร์สูงขึ้น
โดยเฉพาะแถบที่ราบและใกล้เส้นศูนย์สูตร
ในทางกลับกัน ต้นคีฟเวอร์ที่ขึ้นบนเนินเขาหรือพื้นที่สูงและห่างไกลเส้นศูนย์สูตร
ซึ่งอากาศร้อนน้อยกว่า กลับเติบโตได้ดี
เป็นสัญญาณยืนยันว่าแม้ชีวิตในทะเลทรายจะคุ้นชินกับความแห้งแล้งก็ยังโดนสภาวะโลกร้อนเล่นงาน
และพืชซึ่งอพยพย้ายถิ่นไม่ได้จึงตกที่นั่งลำบากอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “Green Planet”
นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 307 เดือนกันยายน 2553

:: Floriansphotographs.blogspot.ca ::
:: myfreezer.wordpress.com ::




มหัศจรรย์ 10 สะพานสวย (Top 10 Most Amazing Bridges In The World)


ทอดสะพาน - FOUR MOD


Top 10 Most Amazing Bridges In The World

Bridge sometime is a parameter of development of a country. Sometime bridge also can be use as a symbol of art. Here’s 10 most amazing bridge around the world:

10. Ponte Vecchio (Italy): Oldest and Most Famous of its kind
The Ponte Vecchio in Florence is one of the most famous tourist spots in Italy, and is thought to be the oldest wholly-stone built, segmental arch bridge in Europe, although there are many partial segments which date further back. It was originally built of wood until destroyed by floods in 1333, and twelve years later it was rebuilt using stone. Famous for its lining of shops, the bridge has housed everybody from Medieval merchants and butchers to souvenir stalls and art dealers.

Ponte Vecchio (Italy): Oldest and Most Famous of its kind

9. Magdeburg Water Bridge (Germany): Europe’s Largest Water Bridge
The Magdeburg Water Bridge connects the former East and West Germany over the Elbe River, and it was made as part of the unification project. 1 km long, the 500 million euros water bridge enables river barges to avoid a lengthy and sometimes unreliable passage along the Elbe.

Magdeburg Water Bridge (Germany): Europe's Largest Water Bridge

8. Tower Bridge (UK): Most Famous and Beautiful Victorian Bridge
Completed in 1894 and designed by Horace Jones and Wolfe Barry, Tower Bridge (so named after the two, striking, 141-ft high towers and the Tower of London close to it) is one of the most famous landmarks in London and one of the most beautiful in the world. The 800-ft long bridge has a 28-ft clearance when closed but raises in the centre to a maximum clearance of 140-ft that allows ships to pass down the Thames. Back in the days when goods were moved by sea instead of air the bridge was raised around 50 times daily. Tower Bridge took 432 workers 8 years to build. During that time they sank 70,000 tonnes of concrete into 2 huge piers, lowered 2 counterbalanced bascules into place each weighing 1,000 tonnes and then clad the whole bridge in Portland stone and Cornish granite to disguise the 11,000 tonnes of steel beneath.

Tower Bridge (UK): Most Famous and Beautiful Victorian Bridge

7. Wind and Rain Bridge (China): Dong people’s bridge
The Wind and Rain Bridge is the symbolized architecture of the Dong minority people. The wind and rain bridge in Diping is the largest of its kind in Guizhou Province, where China’s biggest Dong community lives. The bridge is over 50 meters long and it was first built in 1894 during the Qing Dynasty over 100 years ago. However, the original structure was destroyed in a big fire in 1959 and the one visitors see today was a recreation finished in 1964.

Wind and Rain Bridge (China): Dong peoples bridge

6. Oliveira Bridge (Brazil): World’s First X-shaped Cable Stayed Bridge with two crossed lanes
The Octavio Frias de Oliveira Bridge over the Pinheiros River in São Paulo, Brazil was opened in May 2008. It is 138 metres (450-ft) tall, and connects Marginal Pinheiros to Jornalista Roberto Marinho Avenue. Its design is unique in that the 2 curved decks of the bridge cross each other through its X-shaped supporting tower.

Oliveira Bridge (Brazil):
World's First X shaped Cable Stayed Bridge with two crossed lanes

5. Rolling Bridge (UK): The Bridge that Curls Up on Itself
Designed by Heatherwick Studio, the award-winning Rolling Bridge is located Paddington Basin, London. Rather than a conventional opening bridge mechanism, consisting of a single rigid element that lifts to let boats pass, the Rolling Bridge gets out of the way by curling up until its two ends touch. While in its horizontal position, the bridge is a normal, inconspicuous steel and timber footbridge; fully open, it forms a circle on one bank of the water that bears little resemblance to its former self.

Twelve metres long, the bridge is made in eight steel and timber sections, and is made to curl by hydraulic rams set into the handrail between each section.

Rolling Bridge (UK) : The Bridge that Curls Up on Itself

4. Hangzhou Bay Bridge (China): World’s Longest Trans-Oceanic Bridge
Across the Hangzhou Bay extends the longest trans-oceanic bridge in the world, with 35,673 kilometres (22 mi) long with six expressway lanes in two directions. The bridge was built to address traffic congestion in the booming region, cutting the driving time between Shanghai and Ningbo from four to two-and-a-half hours.finally opened to the public on May 1, 2008. Total investment on the bridge was RMB 11.8 billion (around US$ 1.4 billion.)

Hangzhou Bay Bridge (China) : World's Longest Trans-Oceanic Bridge

3. Henderson Waves (Singapore): Most Beautiful Pedestrian Bridge
At a height of 36 metres or 12 storeys from the road, it is the highest pedestrian bridge in Singapore. The 300-metre bridge links up the parks at Mount Faber and Telok Blangah Hill.

Henderson Waves (Singapore) : Most Beautiful Pedestrian Bridge

2. Millau Bridge (France): World’s Tallest Vehicular Bridge
Towering 1,125-ft above the Tarn Valley in southern France, driving along the Millau Bridge is said to feel like flying. This Foster + Partners marvel is slightly taller than the Eiffel Tower, took three years to build and opened to the public in 2004. While it may provide picturesque views of the valley below, once the mist descends it is not a route for the faint hearted! The Millau Bridge has a total length of 8,071-ft with the longest single span at 1,122-ft and a maximum clearance below of 886-ft; in short the bridge is massively impressive both on paper and in real life. The deck is lofted on 7 pylons and weighs 36,000 tonnes. A series of 7 masts, each 292-ft tall and weighing 700 tonnes, are attached to the corresponding pylons.

Millau Bridge (France): World's Tallest Vehicular Bridge

1. Banpo Bridge (South Korea): The Fountain Bridge
On September 9, 2008, the Banpo Bridge in Seoul (South Korea) got a major facelift: a 10,000-nozzle fountain that runs all the way on both sides. Immediately after being installed, the bridge turned into a major tourist attraction, as the bridge pumps out 190 tons of water per minute using the water from the river below.

Banpo Bridge (South Korea): The Fountain Bridge

http://www.worldinterestingfacts.com/infrastructure/top-10-most-amazing-bridges-in-the-world.html



* HAVE A NICE DAY *
*****************




ทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักหรือความตาย?





TAJ MAHAL

ทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักหรือความตาย?

ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักบันลือโลกถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรทุกสัดส่วน

อนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ หรือสุสานแห่งความตายของประชาชน?!? เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ฟังพระผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "อนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาล" ว่าแท้จริงแล้วอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นอนุสรณ์แห่งความรักหรือความตายกันแน่?

"ทัชมาฮาล" 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แห่งประเทศอินเดีย สถานที่นี้คนทั่วไปต่างรู้กันว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ เกิดจากความรักที่ไม่ลืมหูลืมตาและความเศร้าที่สุดแสนจะคณานาของจักรพรรดิชาห์ ชหาน กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โมกุล(Mughal Empire India) ที่ปกครองอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 16 จนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 19 พระเจ้าชาห์ ชหาน ได้พบกับบุตรสาว อรชุมันท์ พานุ เพคุม บุตรสาวของรัฐมนตรีเมื่ออายุ 14 พรรษา และหลงรักนางตั้งแต่แรกเจอต่อมาในอีก 5 ปี พระองค์และอรชุมันท์ พานุ เพคุมก็ได้อภิเสกสมรสกันในปี พ.ศ.2155 นับตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ก็ไม่เคยอยู่ห่างกันอีกเลย

ประตูทางเข้าด้านหน้าก่อนจะมองเห็นตัวทัชมาฮาล

ตลอดระยะที่อยู่ร่วมกันพระมเหสี หรือนามที่พระเจ้าชาห์ ชหาน ตั้งให้ว่า "มุมตัช มาฮาล" อันแปลว่าอัญมณีแห่งราชวัง เป็นภรรยาที่สุดแสนประเสริฐ ทั้งติดตามพระเจ้าชาห์ ชหานไปออกรบ ช่วยงานราชการ คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ อีกทั้งยังมีความเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอ ทั้งหมดนั้นทำให้กษัตริย์ชาห์ ชหานทรงประทับใจและรักพระมเหสีอย่างที่สุด

แต่เมื่อครองคู่กันมาเป็นเวลา 18 ปี มุมตัช มาฮาลก็ได้ให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 แต่หลังจากให้กำเนิดพระธิดาพระนางตกเลือดมาก อยู่ได้เพียงไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์ในอ้อมกอดของพระเจ้าชาห์ ชหาน ซึ่งการสิ้นพระชนม์นี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจแก่พระเจ้าชาห์ ชหานอย่างมากมายมหาศาล พระองค์ทรงหมกมุ่นอยู่ในความทุกข์เศร้าโศกเสียใจตลอดเวลาไม่ทรงยิ้มไม่ทรงหัวเราะใดๆ ปล่อยพระวรกายจนผมที่ดำกลายเป็นสีขาวทั้งศีรษะ ในทุกวันพระองค์จะทรงนุ่งขาวห่มขาวไปนั่งรำพันถึงพระมเหสีของพระองค์ข้างหลุมศพอย่างกับคนเสียสติ

โรงศพของพระเจ้าชาห์ ชหาน และพระนางมุมตัช มาฮาลส้รางด้วยหินอ่อนสีขาวนวล

ด้วยความเศร้าโศกอย่างหาที่สุดไม่ได้พระองค์จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์กับพระมเหสี โดยทรงเลือกทำเลที่ดีที่สุดบริเวณริมโค้งแม่น้ำยมุนาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์แห่งรักนี้ และพระองค์ก็ทรงทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการวางแผนเขียนแปลนก่อสร้างด้วยพระองค์เอง และก็ได้ทรงจ้างสถาปนิกและช่างชาวอาหรับที่มีฝีมือมากมายเพื่อระดมสติปัญญาและกำลังในการก่อสร้างอนุสรณ์แห่งนี้ให้สำเร็จ

การสร้างครั้งนี้ใช้แรงงานผู้คนมากมายกว่า 20,000 คน ราชสมบัติส่วนใหญ่ที่มีได้สูญเสียไปกับการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์ กินเวลานานถึง 22 ปี อนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ก็เสร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม และพระองค์ก็ทรงให้ชื่อว่า "ทัชมาฮาล" (Taj Mahal)

ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่

หลายปีต่อมาหลังจากสร้างอนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาลเสร็จสิ้น ได้เกิดศึกชิงราชบัลลังก์ระหว่างพระโอรสของพระองค์เอง ในระหว่างนั้นเจ้าชายโอรังเซบ (Aurangzeb) พระโอรสของพระองค์ก็ได้จับพระเจ้าชาห์ ชหาน ไปกักขังอยู่ที่ป้อมเมืองอัคราซึ่งอยูฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับทัชมาฮาล ด้วยข้อกล่าวหาว่าพระองค์เสียสติ และขึ้นครองบัลลังก์แทน

ระหว่างที่ถูกกักขังพระองค์ทรงมองทัชมาฮาลและรำพันถึงพระมเหสีของพระองค์ตลอด 8 ปี จนกระทั่งในปี ค.ศ.1666 ในวันสุดท้ายก่อนสวรรคตพระเจ้าชาห์ ชหานใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล หลังจากนั้นพระโอรสก็ได้นำพระศพของพระองค์มาฝั่งไว้เคียงข้างพระมเหสีที่พระองค์รักใคร่มิเคยลืมเลือน

อีกหนึ่งมุมอันสวยงามของ ทัชมาฮาล

แต่ก่อนที่พระเจ้าชาห์ ชหานจะสิ้นพระองค์มีพระราชดำริจะสร้างสุสานของพระองค์เองด้วยหินอ่อนสีดำที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำยมุนา พระราชโอรสของพระองค์ทราบก็ทรงกลัวกับค่าใช้จ่ายอันมหาศาลจึงทำการยึดบัลลังก์พร้อมกักขังพระเจ้าชาห์ ชหานไว้ที่ป้องอัครา

เรื่องราวที่ฉันเล่ามานั้นเป็นหนึ่งในหลายตำนานของทัชมาฮาล ซึ่งนอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าว่า หลังจากที่สร้างทัชมาฮาลเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าชาห์ ชหานทรงหลงใหลในความงามของทัชมาฮาลและเกรงว่าเหล่าสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบและผู้สร้างทั้งหลายจะไปออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามเช่นนี้อีกจึงได้ทรงสั่งประหาร หรือตัดมือ ตัดขา ควักลูกตา ช่างทุกคนไม่ให้มีโอกาสได้สร้างผลงานที่สวยเท่านี้อีก

ป้อมอัคราดูสูงใหญ่มั่นคงแข็งแกร่ง

นี่คืออนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ หรืออนุสรณ์แห่งความตายของประชาชนมากมายที่ต้องล้มตายเพื่อบูชาความรักของตนเองเพียงคนเดียว ซึ่งตามหลักศาสนาแล้วถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และฉันก็คิดเช่นเดียวกับที่พระท่านนี้ได้พูดไว้ แต่หากไม่ได้ความรักอันหน้ามืดตามัวของพระเจ้าชาห์ ชหานก็คงไม่มีทัชมาฮาล มรดกโลกที่สร้างสรรค์จากฝีมือมนุษย์ที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ และมหัศจรรย์ของโลกให้เราได้โจษขานกันเช่นนี้

นับเป็นความขัดแย้งทางความรู้สึกของทัชมาฮาลที่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองมุมไหน หรือมองทั้ง 2 มุมแล้วนำมาเป็นอุทาหรณ์

เมื่อมีทัชมาฮาลแล้ว เราก็มาว่ากันต่อเรื่องความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันเลื่องชื่อบรรลือโลก ซึ่งนอกจากพระเจ้าชาห์ ชหานจะออกแบบเลือกแบบที่ดีที่สุดสวยที่สุดแล้ว ยังเลือกวัสดุที่ใช้อย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน ทุกสิ่งอย่างถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรลงตัว ตั้งแต่ทางเดินนำสู่ตัวอาคารจะเริ่มต้นด้วยสวนขนาดใหญ่ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วนที่สมมาตรโดยใช้ธารน้ำ 2 สายที่ก่อสร้างด้วยหินอ่อนเป็นตัวแบ่ง ในธารน้ำมีน้ำพุเป็นระยะ ตลอดแนวธารน้ำยังมีต้นสนปลูกเป็นแนวเรียงรายสวยงามนำสายตาไปสู่ตัวอาคาร

ป้อมอัคราสร้างด้วยหินทรายแดง

ตัวอาคารล้อมรอบด้วยหออะซานทั้ง 4 ด้าน ทางเข้าด้านหน้าของอาคารตรงกลางเป็นหลังคาโค้งขนาดใหญ่ขนาบด้วยหลังคาโค้งขนาดเล็กทั้งสองด้าน และส่วนที่เด่นที่สุดของทัชมาฮาลก็คืออาคารหินอ่อนสีขาวนวลตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสี่เหลี่ยมจตุรัส ด้านบนของอาคารประดับด้วยโดมขนาดมหึมา เส้นผ่านศูนย์กลาง 58 ฟุต ยอดโดมสูง 213 ฟุต ภายในห้องโถงกลางที่ใหญ่ที่สุดใต้โดมยักษ์แห่งนี้เอง มีแท่นวางพระศพที่ทำด้วยหินอ่อนของทั้ง 2 พระองค์วางเคียงคู่กัน แต่พระศพจริงๆนั้นหาได้อยุ่ในหีบไม่ แต่ถูกฝังอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั่นเอง

สำหรับการตกแต่งและลวดลายจะเป็นการตกแต่งแบบอิสลาม หลักๆแล้วจะมีลายเส้นอักษร ซึ่งสลักเป็นโองการต่างๆจากคำภีร์อัลกุรอาน 22 ซูรอฮ และยังมีรูปทรงเลขาคณิตและลวดลายดอกไม้ ทั้งยังมีการฝังพลอยที่มีค่าบนผนังด้วย
ชมทัชมาฮาลพร้อมฟังเรื่องราวอนุาภาพแห่งความรักอันยิ่งใหญ่แล้ว ต้องไม่พลาดที่จะไปต่อยัง "ป้อมอัครา" (Agrs Fort) ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังพระเจ้าชาห์ ชหานจนสิ้นพระชนม์ ป้อมอัครแห่งนี้ก็มีความสวยงามยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และก็ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งด้วย

ป้อมอัคราเป็นที่กักขังพระเจ้าชาห์ ชหานจนศวรรษคต

ป้อมอัคราหรือพระราชวังอัครา ซึ่งมีป้อมล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ได้ถูกบันทึกว่ามีมาตั้งแต่ ค.ศ.1080 แล้ว ต่อมากษัตริย์อักบาร์ได้ทำการปฏิสังขรณ์และตกแต่งใหม่ด้วยหินทรายและศิลาสีแดงในปี ค.ศ.1565 ลักษณะของป้อมเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่โค้งแม่น้ำยมุนา ซึ่งถือเปมุมที่มองเห็นทัชมาฮาลได้สวยที่สุดก็ว่าได้

หากมองจากด้านนอกกำแพงของป้อมดูสูงใหญ่และแข็งแรง ซึ่งเป็นกำแพง 2 ชั้นระหว่างกำแพงมีคูน้ำคั่นกลาง มีสะพานเชื่อมต่อสามารถเดินชมได้รอบป้อม ภายในกำแพงสูงใหญ่ราว 70 ฟุตนั้นแบ่งพระราชวังและตำหนักอันงดงาม ในอดีตเคยเป็นที่ทำการของทหาร พระราชฐานชั้นนอกสำหรับออกว่าราชการ และพระราชฐานชั้นในเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเหล่าสนม

อาคารส่วนใหญที่ถูกสร้างในสมัยกษัตริย์อักบาร์ ผู้ซึ่งสถาปนาเมืองอัคราเป็นราชธานี ศิลปะของป้อมอัคราก็สวยงามละเอียดประณีตผสมกันทั้งแบบพุทธแบบฮินดูแบบเปอร์เซีย ส่วนพระตำหนักของพระเจ้าชาห์ ชหานนั้นสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังอยู่ด้านหน้าของแม่น้ำยมุนา เพื่อที่จะได้สามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้ตลอดเวลาตามตำนานที่เล่ามา
โดย ผู้จัดการออนไลน์
จุชดานิน




รักเดียวใจเดียว -รุจ The Star





1
2

Wish You Happinessss

Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. 
If you love what you are doing, you will be successful. 

~ Albert Schweitzer ~

 คัมภีร์ 5 ห่วง  วิถีแห่ง "ซามูไร" วิถีแห่งนักรบ "บูชิโด"   แนวคิดของตัวเม่น   GOOD LUCK สร้างแรงบันดาลใจเพื่อความสำเร็จ ในชีวิตและธุรกิจด้วยตัวคุณเอง    Why complicate life ?   3 x 8 = เท่าไหร่ ?????   "ฉันชื่อ..โอกาส"

Wish You Happinessss