1
2

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Gems - Jewelry แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Gems - Jewelry แสดงบทความทั้งหมด

อัญมณีประจำราศี > สิงหาคม - เพอริดอต (Peridot)


Birthstones




อัญมณีประจำราศี-สิงหาคม
เพอริดอต (Peridot)

ภาพจาก robertsjewels
เพอริดอต (Peridot) 
เป็นพลอยประจำเดือนเกิดสิงหาคม เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความสงบ ความมีโชค นอกจากนี้ยังมีผู้เชื่อว่า เพอริดอต เป็นอัญมณีแห่งความกล้าหาญอีกด้วย
คำว่า เพอริดอต เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง แร่โอลิวีนที่มีสีเขียวมะกอก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คริโซไลต์ (chrysolite) บ้างก็เรียกว่า มรกตราตรี (Evening Emerald) โดยมากพบในหินอัคนีสีเข้ม เช่น เพอริไทต์ และบะซอลท์


คุณสมบัติของเพอริดอต
ความแข็ง 6.5-7
ความถ่วงจำเพาะ 3.34
ดัชนีหักเห มีสองค่า คือ 1.654 และ 1.690
องค์ประกอบทางเคมี แมกนีเซียมเหล็กซิลิเกต [Mg,Fe]2SiO4
ลักษณะทางแสง เป็นพลอยหักเหคู่แกนคู่ (Double refraction)
ระบบผลึก ระบบออโธรอมบิก (Orthorhombic)

ภาพจาก AllAboutGemstones.com
รูปแสดงลักษณะผลึกของเพอริดอต ซึ่งเป็นแบบ Orthorhombic


เพอริดอต
เป็นพลอยที่มีสีเขียวเท่านั้น สีของเพอริดอตมีทั้งสีเขียวอมเหลือง สีเขียวใส สีเขียวอมเทา สีเขียวอมน้ำตาล แต่สีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สีเขียวใสบริสุทธิ์หรือติดสีอื่นน้อยที่สุด เพอริดอต มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมรกตในกลุ่มของพลอยเบอริล (Beryl) อยู่เสมอ เนื่องมาจากสีที่ดูคล้ายกัน
ในสมัยอียิปต์โบราณมีการทำเหมืองเพอริดอตบนเกาะ Zeberget แต่ต้องทำกันในเวลากลางคืนเท่านั้นเพราะในเวลากลางวันจะมองไม่เห็นแร่ชนิดนี้ ส่วนชาวโรมันเรียกเพอริดอต ว่า Evening Emerald เพราะเมื่อใช้ตะเกียงส่องหาแร่ชนิดนี้ในเวลากลางคืนก็ยังคงมองเห็น ต่อมาในยุคกลาง มีการนำเพอริดอตไปประดับตามโบสถ์ สันนิษฐานว่าชาวยุโรปที่ไปร่วมรบในสงครามครูเสดเป็นผู้ที่นำเพอริดอตเหล่านี้กลับมา


ตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับเพอริดอต
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากมายเชื่อกันว่า เพอริดอตมีพลังสามารถขับไล่วิญญาณร้าย ภูตผีปีศาจได้ และช่วยคุ้มครองผู้สวมใส่ด้วย นักรบสมัยโบราณจึงมักจะพกอัญมณีชนิดนี้ติดตัวไว้ เพอริดอตมีพลังที่ทำให้จิตใจของผู้สวมใส่เข้มแข็ง กล้าหาญ และหากนำเพอริดอตไปประดับกับทองจะยิ่งทำให้เพริดอตมีพลังมากขึ้น

ทางด้านความรัก 
เชื่อว่า เพอริดอตมีพลังที่นำมาซึ่งอารมณ์และจิตใจที่มั่นคง จึงทำให้คู่แต่งงานที่สวมใส่อัญมณีชนิดนี้มีความสุขในชีวิตแต่งงาน
ทางด้านการบำบัดรักษา เชื่อว่า เพอริดอตช่วยในเรื่องระบบทางเดินอาหาร เช่น ช่วยในการดูดซึมอาหาร ช่วยการทำงานของม้าม ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน และรักษาโรคหอบหืดได้


แหล่งสำคัญที่พบเพอริดอต
คือ ที่เกาะเซนต์จอห์นในทะเลแดง ซึ่งถือว่ามีเพอริดอตคุณภาพดีที่สุด ส่วนใหญ่เมื่อพบพลอยคอรันดัมในแหล่งใดก็มักจะพบพลอยเพอริดอต เพทาย (Beryl) และสปิเนล (Spinel) ด้วย
แหล่งพลอยเพอริดอตที่มีชื่อเสียงแหล่งหนึ่ง ได้แก่ พม่า ซึ่งมีคุณภาพหลากหลายระดับ แต่เฉพาะเพอริดอตที่มาจากเมืองMongkokนั้นจะมีคุณภาพที่แตกต่างออกไป แหล่งของพลอยเพอริดอตอีกแหล่งหนึ่ง คือ ที่ San Carlos Apache Indian ในรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา และอาจพบได้ในฮาวายอีกด้วย ในราวปี 1990 มีแหล่งของพลอยเพอริดอตอีกแหล่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ประเทศปากีสถาน ซึ่งมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับเพอริดอตที่มาจากพม่า พลอยเพอริดอตยังอาจพบได้จากออสเตรเลีย บราซิล จีน เม็กซิโก นอร์เวย์ ศรีลังกา เวียดนาม เป็นต้น





PERIDOT August's birthstone
Origins China, Kenya, Pakistan, South Africa, Tanzania, US
Colors Found Green to yellowish green
Family Olivine
Hardness 6.50 - 7.00
Refractive Index 1.65 - 1.70
Relative Density 3.28 - 3.48

Shining with a bright green glow even at night, Peridot was called the "gem of the sun" by the ancient Egyptians and the "evening emerald" by Romans. Peridot was a favorite gemstone of Cleopatra and was historically mistaken for Emerald. The pronunciation of this popular gem is often confused and should be pronounced "Pair-ee-doh" as opposed to "Pair-ee-dot."

Peridot's name origin is uncertain, but several theories exist. Some sources speculate that it comes from the 13th century Middle English word "peridote," meaning "bright spot" or "bright button," an apt description for this gem given its brilliance. Other sources attribute it to the French "peritot," meaning "unclear," probably due to its silky appearance. While some sources suggest the word Peridot comes from the Greek "peridona," indicating plentiful, this seems unlikely as this gem was scarce even in classical times. Given the ancient source of Peridot, the most likely candidate is the Arabic word "faridat," which simply means "gem."
Legends and lore
Popular in early Greek and Roman jewelry, Peridot has been coveted since 1500 BC when the Egyptians started mining it on Zeberget Island, later known as St. John's Island, about 50 miles off the Egyptian coast in the Red Sea. Interestingly, "zabargad" is the Arabic word for Peridot.

Peridot mining was traditionally done at night when the gem's natural glow made it easier to spot. The ancient Egyptians even believed that Peridot became invisible under the sun's rays. They also believed that Peridot was colored by the golden glow of their sun god Ra, and was thus a powerful protector from harm.

Hawaiians believe Peridot is the goddess Pele's tears, while it is mentioned in the Bible (using its old name Chrysolite, meaning "golden stone" in Greek) as being one of the "stones of fire" (Ezekiel 28:13-16) that were given to Moses and set in the breastplate of Aaron (Exodus 28:15-30). Peridot is also one of the twelve gemstones set in the foundations of the city walls of Jerusalem (Revelations 21:19) and associated with the Apostle Bartholomew.

While Cleopatra reportedly had a fine collection of "Emerald" jewelry, it was in reality predominantly Peridot.

The Ottoman Sultans gathered the largest collection of Peridot during their 600-year reign from 1300-1918, with an impressive array of both loose gemstones as well as earrings, rings and other jewelry.

Powdered Peridot has been used to cure asthma and a Peridot placed under the tongue of someone in the grip of a fever was believed to lessen their thirst. Legend has it that drinking from a Peridot goblet can increase the potency of medicines.

Pirates believed Peridot had the power to drive away evil spirits (and the night's terrors), especially if set in gold. But as protection from evil spirits they believed it must be pierced, strung on donkey hair and worn on the left arm.

Possibly the most unusual Peridot is that which comes from meteorites called Pallasites, after their 1772 discoverer, a German scientist called Peter Simon Pallas. Some have even been faceted and set in jewelry, one of the few extraterrestrial gemstones known to man. In 2003 Peridot was discovered on Mars, making it the first gemstone to be discovered on another planet.

Just the facts
Peridot is the gem variety of Olivine and exhibits colors ranging from golden lime greens to rich grass greens. Traditionally, the most coveted color hues have been the rich grass greens. However, many Peridots with slight yellowish hues still exhibit attractive colors that are extremely popular. This once again demonstrates that your individual preference should always be the primary factor when collecting colored gemstones.

The elements that give gemstones their color are termed "idiochromatic" or "self colored" if they are an intrinsic ingredient of the gem (meaning the color results from a coloring element that is always incorporated into the crystal structure of the mineral) and "allochromatic" or "other colored" if they are trace elements (small amounts of an element that is not part of the normal crystal causes the color). In many gems, the major element in the chemical composition is colorless in a pure state such as Topaz or Sapphires. If these "allochromatic" gems occur in a variety of colors such as Ruby or Sapphire, then it is usually the result of trace elements. In the case of an "idiochromatic" gem like Peridot, the coloring element iron is actually part of the crystal, meaning the gem is always the same color (Peridot is always green).

Because of the way Peridot splits and bends light, it has an attractive velvety, silky appearance with a shining rich glow.

While the San Carlos Apache Reservation, Arizona has the world's largest gem quality Peridot deposit, China has recently become a major producer. In 1994, an exciting new deposit was discovered in Pakistan, producing some of the finest Peridot ever seen. The new mine is located 15,000 feet above sea level in the Nanga Parbat region in the far west of the Himalayan Mountains in the Pakistani part of Kashmir.

http://gemclub.blogspot.com/2009/08/peridot.html




อัญมณีประจำราศี > กรกฎาคม - ทับทิม Ruby

Loose Burmese Ruby
Super Gem Quality


ทับทิม...อัญมณีของชาวราศีกรกฎ

ทับทิม...อัญมณีของชาวราศีกรกฎ
รายงานโดย :สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (จีไอเอ)

ในบรรดาหนุ่มสาวทุกราศี ชาวราศีกรกฎดูเหมือนจะเป็นแม่บ้านพ่อเรือนมากที่สุด เพราะความสุขของพวกเขาคือการได้อยู่กับครอบครัว
คนธาตุน้ำแห่งจักรราศีที่ 4 นี้ โดยมากมักเป็นคนมีเสน่ห์ โรแมนติกและใส่ใจคนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวและเพื่อนฝูงอยู่เสมอ แต่ก็ต้องพึงระวังว่าในบางครั้งการหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนอื่นอาจจะนำผลร้ายมาสู่ตนเองได้เช่นกัน นอกจากนี้ชาวราศีกรกฎเป็นคนที่มีความจำดี เรียนดี แถมยังมีรสนิยมด้านศิลปะหรือดนตรีดีอีกด้วย ชาวราศีปูมีดวงจันทร์เป็นธาตุเจ้าเรือนจึงส่งผลให้ชาวราศีนี้มีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกระแสน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากดวงจันทร์ อัญมณีประจำราศีนี้คือทับทิม สีแดงสดใสของอัญมณีชนิดนี้จะช่วยเสริมพลังให้กับผู้สวมใส่ให้มีความกระชับกระเฉง แจ่มใสอยู่เสมอ

ทับทิมในภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า

Ruby นั้น มาจากคำว่า Ruber ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่าสีแดง ในภาษาสันสกฤตเรียกทับทิมว่า Ratnaraj ซึ่งมีความหมายว่า “ราชาแห่งอัญมณี” ในสมัยโบราณทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของธาตุไฟ อำนาจ และพลังงาน เชื่อกันว่าพลอยสีแดงนี้จะทำให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพดี ร่ำรวยเงินทองและสติปัญญา มีความรักที่สุขสมหวัง ในบางแห่งมีตำนานกล่าวว่าทับทิมจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เจ้าของ นอกจากนี้หลายชนเผ่าในสมัยโบราณยังนำทับทิมมาทำเป็นกระสุนและนำมาบดเป็นผงเพื่อมาทำเป็นยาอีกด้วย

ทับทิมเป็นพลอยสีในตระกูลแร่คอรันดัม (Corundum)

ซึ่งเป็นกลุ่มแร่ที่มีส่วนประกอบ ของอะลูมินัมออกไซด์
แร่กลุ่มนี้มีความแข็ง เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากเพชร
สีแดงของทับทิมเกิดจาก โครเมียมที่ปนอยู่ในแร่คอรันดัม เรามักจะพบทับทิมหลายเฉดสีตั้งแต่สีแดงอมส้มไปจนถึงสีแดงอมม่วง
แหล่งทับทิมที่สำคัญของโลก อยู่ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย เช่น มาดากัสการ์ เคนยา แทนซาเนีย ปากีสถาน ศรีลังกา พม่า และไทย ทับทิมในแต่ละประเทศนั้นจะมีลักษณะต่างกันตามลักษณะการกำเนิดของพลอย เป็นต้นว่าทับทิมจากโมกอก ประเทศพม่า

ซึ่งเป็นแหล่งทับทิมที่ได้รับความนิยมมาก จะมีสีแดงสดใสมากกว่าเพราะว่าเป็นทับทิมที่เกิดในหินจำพวกหินอ่อนซึ่งมีธาตุเหล็กต่ำ ส่วนทับทิมของประเทศไทยจะมีสีมืดกว่าเพราะว่ามีธาตุเหล็กเจือปนมากกว่า สีที่ดีที่สุดคือสีแดงสดเลือดนกพิราบ (Pigeon Blood) ยิ่งสีสดเท่าไหร่ยิ่งมีราคาแพงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ควรจะเลือกจากความชอบของตัวเองเป็นหลัก

ปัจจัยต่อมาที่ควรคำนึงถึงเวลาเลือกซื้อทับทิมคือความใสของเนื้อพลอย ควรเลือกทับทิมที่ใส มีตำหนิน้อย แต่ก็ใช่ว่าตำหนิหรือมลทิน (Inclusion) ในเนื้อพลอยจะทำให้ทับทิมเม็ดนั้นด้อยราคาเสมอไป มลทินคือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตามธรรมชาติตามลักษณะการกำเนิดอัญมณี โดยมากเมื่อเราส่องดูทับทิมผ่านแว่นขยายเราจะเห็นเส้นเข็มเล็กๆ บางๆ อยู่ในเนื้อพลอย เข็มเหล่านั้นเรียกว่ารูทิล (Rutile) หากเส้นเข็มเหล่านั้นเกิดในลักษณะตัดกัน ก็จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ในทับทิม เมื่อส่องกับไฟแล้วจะเห็นเป็นรูปดาว เรียกทับทิมที่มีปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า Star Ruby ซึ่งเป็นที่นิยมและมีราคาสูง

ในปัจจุบันมีเทคนิคหลายอย่างที่พ่อค้านำมาปรับปรุงคุณภาพพลอย ซึ่งเราก็ไม่ควรที่จะต้องเสียสตางค์กับทับทิมที่สวยเพราะผ่านการปรับปรุงคุณภาพในราคาที่เท่ากับของสวยที่เกิดตามธรรมชาติ ชาวราศีกรกฎที่กำลังจะเลือกทับทิมชิ้นแรกควรศึกษาข้อมูลจากผู้มีความรู้ทางด้านอัญมณี หรือเลือกซื้อทับทิมที่มีใบรายงานผลจากสถาบันอัญมณีที่เป็นที่น่าเชื่อถือ เพื่อจะทำให้แน่ใจว่าได้พลอยที่มีคุณภาพตามต้องการ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

ทับทิม (Ruby) จะใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจ มีความเชื่อกันว่าทับทิมเป็นอัญมณีของดาวอังคารและของพระอาทิตย์ ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในตัวเองและเพิ่มความเข้มแข็งของจิตใจแก่ผู้สวมใส่ คำว่า Ruby มาจากคำว่า Rubeus ในภาษาละติน ที่แปลว่า สีแดง

ทับทิมเป็นแร่คอรันดัม (Corrundum) ชนิดหนึ่งที่มีสีแดงและมีคุณค่ามีราคาสูง คอรันดัมประกอบขึ้นด้วยธาตุอะลูมิเนียมและออกซิเจน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหินหลายชนิด หลายบริเวณทั่วโลก แต่สำหรับผลึกแร่ทับทิมชนิดที่มีความโปร่งใส สีสวยงาม ที่ให้ระดับคุณภาพรัตนชาติจะหาได้ยากมาก ดังนั้นทับทิมสีสวย คุณภาพชั้นหนึ่ง ก็จะมีราคาสูง

ทับทิม จะพบอยู่ในแหล่งสะสมตัวแบบทุติยภูมิ มากกว่าในแหล่งแบบปฐมภูมิ เนื่องจากหินต้นกำเนิดผุพังสึกกร่อน และผลึกทับทิมถูกพัดพามาสะสมตัวในชั้นกะสะ ชั้นกรวดทรายต่างๆ และส่วนมากจะยังคงรูปร่างลักษณะของรูปผลึกเดิมอยู่เนื่องจากมีความแข็งสูง (Hardness = 9) และมีความต้านทานคงทนต่อปฏิกิริยาทางเคมีต่างๆ ได้ดี หรืออาจจะพบได้ในลักษณะของกรวดกลมมนก็ได้

ผลึกทับทิม ที่พบในธรรมชาติมักจะมีผิวด้าน มีความวาวมันเล็กน้อย แต่หลังจากทำการเจียระไนขัดมันแล้ว จะมีสีและความแวววาวสวยงามไม่เป็นรองเพชรเลย
คอรันดัมระดับรัตนชาติที่สามารถเรียกเป็นทับทิมได้นั้น จะต้องมีสีแดงหรือสีแดงอมม่วง และมีความมืดสว่างพอดี คอรันดัมชนิดที่มีสีออกชมพู หรือมีสีแดงอ่อนควรจะเรียกว่าแซปไฟร์สีชมพู ถ้ามีสีออกม่วงกว่าสีแดงควรจะเรียกว่าแซปไฟร์สีม่วง เว้นในชนิดที่มีสีไม่แดงมากแต่แสดงลักษณะปรากฏการณ์พิเศษได้ เช่น รูปดาว หรือสาแหรก อาจจะเรียกเป็นทับทิมได้ เช่น ทับทิมสาแหรก (Star Ruby) เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้เกิดสีแดงของทับทิม
คือธาตุโครเมียม และถ้ามีสีน้ำตาลปนจะเกิดจากธาตุเหล็กผสมอยู่เล็กน้อย สีแดงของทับทิมมักจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่ง บางแหล่งอาจจะมีสีเหมือนกันหรือต่างกัน หรืออาจมีสีเหมือนกันได้ในหลายแหล่ง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่จะพิจารณาตัดสินถึงแหล่งกำเนิดของทับทิมจากลักษณะของสีเพียงอย่างเดียว


ทับทิมที่มีคุณสมบัติทางแสงที่พิเศษประการหนึ่งคือ
การมีสีแฝด 2 สี ซึ่งก็คือการมองเห็นสีได้ 2 สีต่างกันในผลึกเดียวกัน เมื่อมองดูทับทิมในทิศทางที่ต่างกัน เช่น ส้ม กับแดงอมส้ม หรือแดงกับแดงอมม่วง เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว สีของทับทิมอาจจะดูเหมือนมีสีแดงเข้มสดสวย หรือมีความสว่างของสีแดงมากกว่าปกติ ถ้ามองดูภายใต้แสงไฟจากหลอดมีไส้ แสงเทียน หรือแม้แต่ในแสงแดดที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่ ดังนั้นทับทิมที่มีสีแดงไม่มาก หรือแดงอมม่วง ก็จะมีสีแดงสวยมากขึ้นเมื่อมองดูด้วยแสงดังกล่าว และในแสงแบบฟลูออเรสเซนต์ก็จะให้ผลตรงกันข้ามคือ มีสีด้านไม่สวย


ทับทิมที่ถือว่ามีสีแดงสวยงามมากที่สุด
มาจากแหล่งในประเทศพม่า เรียกว่า สีเลือดนกพิราบ ซึ่งจะมีสีแดงสดบริสุทธิ์ และมีสีน้ำเงินปนเล็กน้อย เป็นสีที่นิยมและเป็นที่ต้องการมาก สำหรับชนิดสีที่รองลงมา เป็นสีแดงอมม่วง มีความมืดพอสมควร และบางครั้งมีสีแดงอมดำ ซึ่งจะมาจากแหล่งในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม


ทับทิมที่มีขายในตลาดปัจจุบันนี้มาจากหลายแหล่ง
เช่น แอฟริกาตะวันออก เวียดนาม ศรีลังกา ฯลฯ ซึ่งบางครั้งอาจมีสีที่ไม่สวยเท่าทับทิมจากแหล่งพม่าหรือไทย ทับทิมที่มีสีสวยงามคุณภาพสูง โปร่งใส จะมีราคาสูงพอๆ กับเพชร ในระดับคุณภาพเดียวกัน บางที่อาจจะแพงกว่า แต่ทับทิมคุณภาพสูงและมีขนาดน้ำหนักมาก จะหาได้ยากมาก และแน่นอนว่าราคาก็จะยิ่งแพงมหาศาลเลยทีเดียว


ชื่อเรียกทางการค้าของทับทิมชนิดต่างๆ
from ViVicGems.com
1. ทับทิมพม่า เป็นทับทิมสีแดงเข้มบริสุทธิ์ อาจจะอมสีน้ำเงินหรือฟ้าอ่อนนิดๆ แต่ต้องไม่มีสีน้ำเงินมากจนกระทั่งทำให้สีแดงบริสุทธิ์เปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง ทับทิมสีแดงเข้มนี้ เปรียบได้กับสีของเลือดนกพิราบ ส่วนใหญ่แล้วทับทิมสีแดงเช่นนี้มักจะพบในประเทศพม่า ดังนั้น เมื่อพบทับทิมสีแบบนี้ที่อื่น ก็จะเรียกว่าทับทิมพม่าได้เหมือนกัน แต่มิได้หมายความว่า ในพม่าจะพบแต่ทับทิมสีคุณภาพดีเช่นนี้เท่านั้น ทับทิมพม่าที่มีคุณภาพด้อยกว่าทับทิมจากแหล่งอื่นๆ ก็มี

from shopping.sanook.com2. ทับทิมสยาม เป็นทับทิมสีแดงคล้ำค่อนข้างมืดดำ บางทีอมม่วง น้ำตาล หรือส้ม บางทีมีสีเหมือนโกเมน แต่ที่มีสีแดงบริสุทธิ์ก็มีเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่จะมีคุณภาพสีต่ำกว่าทับทิมพม่าที่มีคุณภาพดีๆ


from the Planetary Gems3. ทับทิมซีลอน เป็นทับทิมที่มีสีแดงอ่อนแต่ไม่ถึงกับสีชมพูทีเดียว กล่าวคือมีโทนของสีค่อนข้างสว่างแต่จะมีความสุกใส ประกายมากกว่าทับทิมพม่าและไทย ทับทิมสีดีๆ จากซีลอน จะมีราคาสูงกว่าทับทิมสีดีจากเมืองไทย



4. ทับทิมแอฟริกา มีสีคล้ายทับทิมพม่า แต่ก็มีที่สีเหมือนทับทิมสยาม ทับทิมจากเคนยาและแทนซาเนียเข้าสู่ตลาดพลอยตั้งแต่ปลายปี 2513 สำหรับทับทิมแอฟริกาจะหมายถึงแหล่งกำเนิดของทับทิม



5. ทับทิมอินเดีย มีสีแดงคล้ำ ขุ่น ไม่ใส อมน้ำตาลหรือม่วง มีรอยแตกขนานมาก คุณภาพสีไม่ดี ทับทิมอินเดียจะหมายถึงแหล่งกำเนิดเช่นกัน


from the Planetary Gems6. ทับทิมเวียดนาม ลักษณะโดยทั่วไปจะคล้ายทับทิมพม่า แต่จะมีสีอมชมพูมากกว่าเล็กน้อย


คำว่า ทับทิมพม่า ทับทิมสยาม ทับทิมซีลอน จะใช้เป็นเพียงพื้นฐานของคุณภาพสีเท่านั้นคือใช้เป็นสื่อแทนสี มิได้เกี่ยวข้องกับแหล่งที่เกิดเลย กล่าวคือ อาจพบทับทิมที่มีสีเหมือนกับทับทิมสยามในพม่า หรืออาจพบทับทิมสีเหมือนทับทิมพม่าในไทย ได้เช่นกัน
http://gemclub.blogspot.com

ทับทิมสตาร์ (Star Ruby)
ราชาแห่งอัญมณี
มณีแดง พลอยแดง ปัทมราช รัตนราช ล้วนหมายถึง ทับทิม หรือ ราชาแห่งอัญมณีทั้งสิ้น ทับทิมหรือ Ruby ซึ่งแปลว่า สีแดง เป็นอัญมณีในตระกูลคอรันดัม (Corandam) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับไพลิน (Blue Sapphire) ด้วยความแข็งถึง 9 โมส์ (Moh) ซึ่งเป็นรองเพียงแค่เพชร สีแดงที่สดใสสะดุดตา ประกายอันเจิดจ้า ประกอบกับความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจลึกลับ จึงทำให้ทับทิมเป็นที่ปรารถนามาทุกยุคทุกสมัย

วรรณกรรมอินเดียได้บันทึกลักษณะของทับทิมไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อน อันเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรารู้จักทับทิมมาเป็นเวลานาน ราชวงศ์อังกฤษก็ใช้ทับทิมประดับเป็นแหวนทองราชาภิเษก โดยสลักเป็นรูปไม้กางเขนเซนท์จอร์จและรอบ ๆ ตัวทับทิมถูกประดับรายล้อมไว้ด้วยเพชรถึง 26 เม็ด

เครื่องรางนำโชค
กล่าวได้ว่า ทับทิม คือ อัญมณีที่ทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ยกย่องอัญมณีสีแดงชนิดนี้ว่าเป็นดั่งความมีสติปัญญาอันล้ำเลิศ เชื่อกันว่า ผู้ใดมีทับทิมที่มีสีแดงสดใส ไม่มีตำหนิ จะทำให้ผู้นั้นมีอำนาจ ร่ำรวย สุขภาพสมบูรณ์ มีสติปัญญาดี และประสบความสำเร็จในชีวิต

ส่วนทางด้านความรัก ถือกันว่าทับทิม คือ อัญมณีที่ทำให้สุขสมหวังในความรัก สีแดงของทับทิมเป็นสีแห่งความรักและอารมณ์ ทับทิมจึงมีพลังช่วยกระตุ้นให้กล้าแสดงออกและกล้าแสดงความรู้สึกรักมากขึ้น ทำให้สมหวังในเรื่องรัก และยังช่วยผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ด้วย ทับทิมยังถูกนำมาเป็นของขวัญในวาระครบรอบการแต่งงานปีที่ 15 และปีที่ 40

สำหรับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับเลือด เช่น โลหิตจาง หรือผู้ที่เป็นโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศ ทับทิมมีพลังช่วยบำบัดอาการเหล่านี้ได้

ตำนานกำเนิดทับทิม
ตำนานการเกิดของทับทิมในคัมภีร์พระเวทบันทึกไว้ว่า เกิดจากโลหิตของอสูรวลาซึ่งถูกเหล่าเทวดาหลอกมาสังหารแล้วแยกชิ้นส่วนร่างกายของอสูรตนนี้ออกอันเนื่องมาจากอสูรวลามีอำนาจเหนือพระอินทร์ คอยกดขี่ข่มเหงเทวดาอื่น ๆ สุริยเทพได้นำโลหิตของอสูรวลาเหาะท้องฟ้า แต่ถูกราวัณซึ่งเป็นพระราชาแห่งศรีลังกา ผู้หยิ่งทะนงกับชัยชนะของตนเหนือเหล่าเทพยดากีดขวางไว้ ทำให้เกิดสุริยคราส และสุริยเทพทำโลหิตของอสูรวลาหล่นลงมายังสระลึกแห่งภารตะ

แหล่งผลิตทับทิม
สระลึกแห่งภารตะในปัจจุบันก็คือ พม่า ไทย เขมร เวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และเนปาลในปัจจุบัน ดินแดนเหล่านี้จึงกลายเป็นแหล่งทับทิมที่สำคัญทุกวันนี้

ทับทิมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก คือ ทับทิมโมกก (Mokok) ของพม่า เพราะมีสีแดงสดใส แต่จากการที่เหมืองในพม่าถูกรัฐบาลทหารควบคุม จึงเป็นโอกาสให้ทับทิมของไทยเริ่มเข้าสู่ตลาดโลก ทับทิมที่ขุดพบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นสีแดงอมม่วง แดงอมน้ำตาล และแดงดำ หรือเรียกกันว่า ทับทิมสยาม เมื่อผ่านกรรมวิธีการเผา ทับทิมเหล่านี้จะมีสีแดงสดใส ไร้มลทินเป็นที่ต้องการของตลาด ประเทศไทยจึงกลายเป็นแหล่งผลิตทับทิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะผลิตได้มากถึง 80 % นอกจากนี้ ทับทิมยังพบได้ที่อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา เคนยา

สีแดงที่สดใสของทับทิมนั้นเกิดจาการที่มีโครเมียมปะปนอยู่ในผลึก แต่ในช่วงเวลาหลายล้านปีก่อนที่ทับทิมเริ่มก่อตัวขึ้นก็เกิดรอยแยกจำนวนมากอยู่ภายในผลึกทับทิมเช่นเดียวกัน ดังนั้น การขุดหาทับทิมขนาดใหญ่กว่า 3 กะรัตที่มีสีแดงสด และไร้มลทินจึงทำได้ยาก จึงเป็นสาเหตุให้ทับทิมเป็นอัญมณีที่มีมูลค่าสูงไม่เปลี่ยนแปลง






RUBYJuly's birthstone
OriginsIndia, Kenya, Madagascar, Mozambique, Sri Lanka, Tanzania, Thailand & Vietnam
Colors FoundRed
FamilyCorundum
Hardness9.00
Refractive Index1.76 - 1.78
Relative Density3.97 - 4.05
The beauty, rarity and historical mystique of Rubies are undeniable. Ruby derives its name from the Latin word for red, "rufus." Ruby is July's birthstone, the gemstone for Capricorns and the traditional 15th and 40th anniversary gift.

Legends and lore

The historical mystique and beauty of Rubies is as colorful as the legends and lore that surround this most precious of gems.
The earliest record for the mining of Rubies dates to more than 2,500 years ago in Sri Lanka, "the jewel box of the Indian Ocean," where it is called "rathu kata." Rubies from Sri Lanka first appeared in western jewelry among the Etruscans (600 - 275 BC) and were used by the Greeks and Romans from approximately 480 BC onward.
Prized throughout history, many believed that mystical powers lay hidden within this intensely colored red gemstone. The fiery crimson color of Rubies caused many civilizations to associate them with passion, love and romance. Rubies were also thought to bestow wisdom, health and luck in gambling. According to oriental beliefs, Ruby is the "gem of the sun."
Mentioned in Sanskrit texts, the ancient Hindus were so enchanted by the color of Rubies that they called them "ratnaraj," the king of gems. The ancient Hindus thought that the colors of Rubies were due to an inextinguishable fire that burned inside the gem that would endow its wearer with long life and even cause water to boil!
As in Sanskrit texts, biblical references to Ruby (all red gemstones were also collectively called Carbuncle at this time) refer to it as a most precious gem. In the King James Version of the Bible, Ruby (and its namesake Carbuncle) is mentioned numerous times:
Exodus 28:17
And thou shalt set in it settings of stones, even four rows of stones: the first row shall be a Sardius, a Topaz, and a Carbuncle: this shall be the first row.
Exodus 39:10
And they set in it four rows of stones: the first row was a Sardius, a Topaz, and a Carbuncle: this was the first row.
Ezekiel 28:13
Thou hast been in Eden the garden of God; every precious stone was thy covering, the Sardius, Topaz, and the Diamond, the Beryl, the Onyx, and the Jasper, the Sapphire, the Emerald, and the Carbuncle, and Gold: the workmanship of thy tabrets and of thy pipes was prepared in thee in the day that thou wast created.
Isaiah 54:12
And I will make thy windows of Agates, and thy gates of Carbuncles, and all thy borders of pleasant stones.
Job 28:18
No mention shall be made of Coral, or of Pearls: for the price of wisdom is above Rubies.
Proverbs 3:15
She is more precious than Rubies: and all the things thou canst desire are not to be compared unto her.
Proverbs 8:11
For wisdom is better than Rubies; and all the things that may be desired are not to be compared to it.
Proverbs 20:15
There is gold, and a multitude of Rubies: but the lips of knowledge are a precious jewel.
Lamentations 4:7
Her Nazarites were purer than snow, they were whiter than milk, they were more ruddy in body than Rubies, their polishing was of Sapphire.
Interestingly, the gems called "Rubies" in the Old Testament may have actually been Spinel or Garnet. Up until the 18th century, when chemical testing was improved, most red gems were called Rubies. In fact, many of the famous Rubies in the crown jewels of Europe have since been identified as Spinel or Garnet. For example, the Black Prince Ruby that rests proudly at the centre of the British Imperial State Crown is actually a red Spinel!
Ancient Sinhalese legends (modern day Sri Lanka) relate the story of the destruction of their demonic King Ravana. They believed that after his demise, his blood turned into Rubies resulting in their intense red color.
For over 2,000 years Sri Lanka has supplied the world with fine Star Rubies. In fact, Sri Lanka was most probably the original source of this gem. The ancient Sinhalese believed that a Star Ruby protected the wearer from witchcraft. It was considered so powerful a talisman that even when the original owner passed the gem onto someone else, they continued to receive its protection. In Europe, Star Rubies were sometimes called "the three swords" and were said to chase away evil, bring good luck and assist one in finding a fine spouse.
Native Americans believed that offerings of a fine Ruby resulted in rebirth as a powerful Chief.
Some cultures believed Ruby's blood-like color would protect the wearer from injury. In fact, ancient Burmese warriors believed that when a Ruby was inserted beneath the skin it generated a mystical force, making them unconquerable in battle. Rubies were once known by the Burmese as "blood drops from the heart of the Mother Earth" and were worn by them as a talisman to protect against illness or misfortune.
Dr. Edward Gübelin's book, "Burma, Land der Pagoden" (Burma, Land of Pagodas), includes a famous Burmese Ruby legend: "One day, the king of the valley, a grand old eagle, was circling over his kingdom and searching for a worthy prey. As he spread his circles ever wider in the shining blue of the heavens, he suddenly spied on the valley floor a piece of fresh meat of the color of purest blood and more enticing than he had ever seen in all his flights throughout the whole world. There is the noble food, for which I have been yearning, said the lord in the air, and plunged down on to his chosen prey. But his claws, whose sharpness and strength had hitherto hooked into the thickest skin, could do nothing against this presumed prey, colored like a living heart. He kept on attacking - he, the lord of the valley, accustomed to victory! - But in vain! He began to fear that age had impaired his strength, so he ascended into the air to think it over. He also sought out other prey in order to test his strength, but left it lying carelessly as soon as he had convinced himself of his undiminished powers, in order to renew his attack on the coveted piece of booty. Finally, it dawned on him: this was no piece of flesh, but a hallowed stone, fashioned out of fire and the blood of Mother Earth. Reverently, the wise old King of the Birds grasped it and carried it to the highest summit of the highest mountain - unattainable to all living beings on this earth. The valley in which he had found the precious stone was Mogok, and the stone the first Ruby in the world".
In the 13th century, the renowned explorer Marco Polo wrote that Kublai Kahn, the Mongol Emperor of China, once offered an entire city for a Ruby the size of a man's finger.
Because of its fluorescent properties, a giant Ruby once lit an entire chamber in a palace of a Chinese emperor!
In the Middle Ages, Rubies were thought to contain prophetic powers. It was believed that a Ruby could warn its owner of misfortunes by deepening in color.
Ralph Waldo Emerson, an American essayist, poet, and leader of the transcendentalist movement in the early 19th century, wrote the following poem about Rubies: "They brought me Rubies from the mine, and held them to the sun; I said, "They are drops of frozen wine from Eden's vats that run." I look'd again - I thought them hearts of friends, to friends unknown; Tides that should warm each neighboring life are lock'd in sparkling stone. But fire to thaw that ruddy snow, to break enchanted ice, and give love's scarlet tides to flow, when shall that sun arise?"

Just the facts
As "allochromatic" (other colored) gems, Ruby's colors are due to trace elements. Apart from their color, Rubies are identical to Sapphires and are comprised of the mineral known as Corundum. The crystalline form of aluminum oxide, the name Corundum is believed to be derived from three ancient Tamil, Hindi and Sanskrit words for Rubies and Sapphires, "kurundam," "kurund" or "kuruvinda" respectively.
Did you know that Rubies are rarer than Diamonds? In the last 60 years hardly a month has passed without a new Diamond deposit being discovered. In contrast, Rubies are only found in a handful of mines worldwide.
Did you know that Rubies are more expensive than Diamonds? A 16 carat Ruby that sold at Sotheby's in New York in October 1988 fetched a staggering US$3,630,000! Rubies are one of the world‘s most expensive gems, but like all gems, quality determines price.
Second only to Diamonds in hardness, Rubies are one of the toughest gemstones and with no cleavage, breakage rarely occurs. This combined with the fact that Rubies come in many different shapes and sizes, makes them perfect for all types of jewelry.
Color is the most important factor when evaluating Rubies. While cutting and size (fine Rubies over 2 carats are very scarce) is also important, transparency is secondary. Why is this? Colored by chromium and other trace elements, Rubies formed millions of years ago deep within the earth. As very few Rubies crystallized undisturbed, a whole host of tiny irregularities (inclusions) are a characteristic of their formation. Far from being flaws, inclusions are a fascinating hallmark of authenticity that records a gem's natural relationship with the Earth. In terms of clarity, Rubies tend to be less clean than Sapphires.
While color preferences are subjective, the best Rubies possess an intense, almost electric red effect in daylight due to fluorescence. The ideal Ruby displays an intense, rich crimson without being too light or too dark. But as Rubies come in many different colors and sizes, ultimately your personal preference should be your primary concern. Remember, beauty is in the eye of the beholder and will also be tempered by what you can afford.
Microscopic rutile inclusions, commonly known as "silk," are a normal characteristic of Rubies. When evenly distributed, small quantities of "silk" enhance a Ruby's beauty and value by creating a soft uniform distribution of sparkling light.
Asterism or the "star effect" is a reflection effect that appears as two or more intersecting bands of light across the surface of a gem. This rare phenomenon is found in both Rubies and Sapphires. Asterism in Corundum is due to reflections from multitudes of exsolved needle inclusions (silk), which in most varieties consist of rutile.
Burma, by reputation and experience, continues to produce some of the world's finest Rubies. While the original locality for Ruby was most likely Sri Lanka (Ceylon), the classic source is the Mogok Stone Tract in upper Burma. So much so that one of the recognized titles of the Kings of Burma was "Lord of the Rubies." You may have noticed throughout the book that I call the country "Burma" not Myanmar. In 1989 the charismatic opposition leader Aung San Suu Kui was placed under house arrest and the country was renamed Myanmar. Many democrats oppose the name change and I follow their example.
While "pigeon's blood" was once used to describe a rare and valuable Burmese Ruby color it has now largely fallen out of use - when you think about it, this description is a little grotesque. Burmese Rubies come from the Mogok Valley in north-central Burma and Möng Hsu in northeast Burma (also spelt Monghsu or Maing Hsu, it is pronounced "Mong-Shoe").
Möng Hsu is 140 miles southeast of Mogok. It is located between the Nam Pang and Salween Rivers. It is closed to foreigners and the road is so bad it takes around 14 hours to travel there from the nearest town of Taunggyi. Typical of many areas in Burma's Shan States, the population of the Möng Hsu area consist of Shans in the valleys with hill tribes (Palaungs at Möng Hsu) living in the mountains. The Palaungs cultivated tea before the discovery of Ruby. While Ruby mining in Mogok dates to the 6th century, Rubies were not discovered in Möng Hsu until 1991 when a local resident, who used to be a Ruby miner at Mogok, went bathing in the Nam Nga stream and found red gems between his toes and among the pebbles on the river's banks. Thus began Burma's most recent Ruby rush as the town's population quadrupled overnight from approximately 8,000 people to over 30,000 people at the peak. This tapered off by 1993, but since the advent of high temperature treatment Möng Hsu has become increasingly important source of Burmese Ruby. You can learn more about gemstone treatments here.
Ruby mining in Burma was initially restricted to alluvial deposits, but has now also moved to host rock deposits in the surrounding hills. Burma's Rubies occur in a crystalline limestone (marble). Millions of years of weathering freed the Rubies from their host rock, carrying them down from the hills to the valley floors, where they have settled in the bottom of the streams and rivers. It is from these ancient alluvial river gravels (know in Burma as "byon") that the majority of gems have been recovered.
Our Madagascan Rubies are mined at high altitude in a relatively new deposit found in July 2004, deep within an impenetrable jungle. The only way to reach the Ruby mines near the mining village of Moramanga is by helicopter or a grueling long day's trek (11 hours) on a muddy trail through dense mountainous rainforest from the Madagascan town of Andilamena. However, since mid-2006 these deposits have reportedly been nearing depletion. This increasing scarcity makes these Rubies a must for any jewelry collection.
Apart from Madagascar, we also source Rubies from India, Kenya, Mozambique, Sri Lanka, Tanzania, Vietnam and of course, Thailand. However, strict environmental regulations combined with depletion have resulted in the reduction of Thai gem mining.
With approximately 70% of the world's Sapphire output and 90% of its Ruby production passing though Thailand (Source: ICA 2006 World Colored Gemstone Mining Report), our gemstone buyers are among the first to choose the finest examples.
http://www.gemstv.com


อัญมณีประจำราศี > พฤษภาคม - มรกต (Emerald)


Great Emerald Specimens
From Colombia-Emeralds.com




อัญมณีประจำราศี ; พฤษภาคม - มรกต (Emerald)




มรกต (Emerald)
มรกต อัญมณีแห่งโชคลาภและความรุ่งเรือง


มรกต (Emerald) เป็นอัญมณีในตระกูลเบริล (Beryl) ซึ่งเป็นอัญมณีตระกูลเดียวกันกับอะความารีน (Aquamarine) จึงมีความแข็ง 7.5 โมส์ (Moh) มีความวาวแบบแก้ว


มรกต เป็นอัญมณีที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า พระนางคลีโอพัตราเคยเป็นเจ้าของเหมืองมรกตใกล้ทะเลแดงในอียิปต์ และจากการขุดค้นทางโบราณคดี พบว่ามีการแกะสลักมรกตเป็นรูปตัวด้วงและแมลงมีปีกต่าง ๆ ด้วย

จากหลักฐานหลายๆ อย่าง ทำให้เห็นว่า มรกตเป็นอัญมณีอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมานาน เนื่องจากมีความสวยงาม ราคาสูง และหายาก

มรกต เป็นแร่เบริล ชนิดหนึ่งที่มีสีเขียว มีองค์ประกอบเป็นเบริลเลียมและอะลูมิเนียม สีเขียวเกิดจาก
ธาตุโครเมียมหรือวาเนเดียม หรือทั้งสองธาตุ บางแหล่งอาจเกิดจากธาตุเหล็ก

มรกต มีลักษณะโปร่งแสงถึงโปร่งใส มีความแข็ง 7.5 – 8.0 แต่มีความเปราะและแตกง่าย มีความถ่วงจำเพาะ 2.68 – 2.78 สีเขียวที่เรียกว่าสีมรกตนั้นควรเป็นสีเขียวปานกลางถึงสีเขียวสด จนถึงสีเขียวแกมฟ้า มีโทนสีสว่างปานกลาง

มรกต มากจากภาษากรีกว่า "SMARAGDOS" หมายถึง สีเขียว
ภาษาอังกฤษสมัยกลางเรียกว่า "ESMERALDE"
คนโบราณเชื่อว่า มรกตสามารถขจัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ ช่วยรักษาโรคปัญญาอ่อน ช่วยรักษาสายตา และช่วยให้ผู้สวมใส่ล่วงรู้อนาคตได้

แหล่งมรกต ได้แก่ โคลัมเบีย แซมเบีย บราซิล ซิมบับเว อัฟกานิสถาน และรัสเซีย มรกตที่มีราคาค่อนข้างสูงและมีคุณภาพดีมักมาจากโคลัมเบีย มรกตในท้องตลาด

แหล่งมรกตที่เก่าแก่ที่สุดของโลก คือ เหมืองคลีโอพัตรา ในประเทศอียิปต์ แต่ในปัจจุบันกลายเป็นเหมืองร้างและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

แหล่งมรกตสำคัญของโลกในปัจจุบัน อยู่ที่เหมืองมูโซ ในประเทศโคลัมเบีย ซึ่งทำเป็นเหมือนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ส่วนแหล่งสำคัญอื่นๆ ได้แก่ บราซิล มาดากัสการ์ ซิมบับเว แทนซาเนีย แซมเบีย ไนจีเรีย ไซบีเรีย สเปน ปากีสถาน อัฟกานิสถาน และออสเตรเลีย

โดยทั่วไปมักผ่านการแช่น้ำมันหรือสารอินทรีย์บางชนิดเพื่ออำพรางตำหนิรอยร้าวภายใจ และเพิ่มสีให้ดูสวยงาม ทั้งนี้ไม่ว่ามรกตจะมาจากแหล่งใดก็ตาม ก็ย่อมมี

ทั้งคุณภาพสีที่ดี มีความสวยงามและคุณภาพต่ำปะปนกันไปอย่างไรก็ดีมรกตชั้นดีคุณภาพสูงและราคาแพงควรมีลักษณะดังนี้

1. มีสีเขียวสด
2. มีความใส มีมลทนน้อย หรือมีรอยแตกร้าวน้อย
3. ไม่มีคราบสีเหลือง น้ำเงิน หรือขาวปน (แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคล)

มรกต มักนิยมเจียระไนเป็นรูปแปดเหลี่ยมที่เรียกว่า เหลี่ยมมรกต (Emerald cut)
เนื่องจาก โดยธรรมชาติแล้ว มรกตเป็นอัญมณีที่มักมีตำหนิมลทิน มีรอยร้าวมากและมีความเปราะสูง นอกจากนี้มรกตยังมีค่าดัชนีหักเหของแสงค่อนข้างต่ำ จึงต้องเจียระไนเป็นเหลี่ยมมรกต ( 8 เหลี่ยม )
ซึ่งจะทำให้ประกายความสวยงามของสีมากกว่าการเจียระไนแบบอื่นๆ โดยมั่วไปมรกตนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ จำพวก แหวน สร้อยข้อมือ สร้อยคอ จี้ ต่างหู โดยมักใช้ร่วมกับอัญมณีอื่นๆ เช่น
เพชร โทแพซ หรือทับทิม เพราะมีสีสันที่สดใสตัดกับ สีเขียวของมรกตได้เป็นอย่างดี

มรกต ถือเป็นอัญมณีประจำเดือนพฤษภาคม และมีความยิ่งใหญ่ในสมัยโรมันโบราณ โดยนักธรรมชาติโรมที่ชื่อไพลนี มีอายุในช่วง ค.ศ. 23-79 เป็นผู้ศึกษาก้อนหินที่มีสีเขียว ซึ่งในความเห็นของเขา สีเขียวของมรกตมีประโยชน์ที่สุดในบรรดาหินมีค่าสีเขียวทั้งหมด และเขายังเป็นผู้จัดให้มรกตอยู่ในกลุ่มของเบริล ในขณะที่คนอื่นเข้าใจว่ามรกตเป็นหินมีค่าประเภทหนึ่งที่แยกออกมา ความคิดของไพลนีได้ถูกพิสูจน์ว่าถูกต้องใน ศตวรรษที่ 19 มรกต เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย ร่มเย็น เชื่อกันว่ารักษาโรคบิดและเป็น ยาระบายได้ นอกจากนี้ มรกตเป็นแร่ธรรมชาติที่ช่วยบำรุงสายตา และเชื่อกันว่ายังช่วยส่งเสริมการมองเห็น ภาพแห่งอนาคต

ส่วนในเรื่องของความรักนั้น มรกตหมายถึงวามจริงใจของคำมั่นสัญญา มักใช้เป็นของขวัญสำหรับการแต่งงานในปีที่ 20 และ 35 สาเหตุที่ทำให้ มรกตเป็นอัญมณีแห่งความรัก นั่นก็เพราะ มรกตยังเป็นอัญมณีที่เทพธิดาวีนัส เทพธิดาแห่งความรักโปรดปราน จึงเชื่อกันว่ามรกตมีพลังอำนาจทำให้คู่รักมีความซื่อสัตย์ต่อกัน และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรักที่จริงใจ

มรกต คือ สีที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต สีแห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงเชื่อกันว่ามรกตนำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวย ชาวเปรูในสมัยก่อนนับถือมรกตเป็นอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่ามีอำนาจปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่ให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้ ด้วยความศรัทธาของชาวเปรู พวกเขาได้สร้างศาลเจ้าที่เก็บมรกตจำนวนมากเพื่อสักการะบูชาอัญมณีชนิดนี้

สีของมรกตเป็นสีที่เย็นตา จึงมีผลดีต่อสายตา นอกจากนี้ มรกตยังมีพลังช่วยบำบัดอาการอักเสบต่าง ๆ ช่วยรักษาโรคติดเชื้อเรื้อรัง สำหรับผู้ที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนักหรือผู้ที่เพิ่งฟื้นจากการเจ็บป่วย หากสวมใส่มรกต อัญมณีชนิดนี้จะช่วยคืนพลังได้


ตำนานกำเนิดมรกต
คัมภีร์พระเวทบันทึกไว้ว่ามรกตเกิดจากน้ำดีของอสูรวลาซึ่งถูกเหล่าเทวดาหลอกมาสังหารแล้วแยกชิ้นส่วนร่างกายของอสูรตนนี้ออกอันเนื่องมาจากอสูรวลามีอำนาจเหนือพระอินทร์ คอยกดขี่ข่มเหงเทวดาอื่น ๆ น้ำดีเหล่านี้ถูกพญานาคชื่อ วสุกีนำไป แต่ระหว่างทางที่ลงจากสวรรค์ พญานาควสุกีถูกพระครุฑและพญาหงส์ขัดขวางไว้ ทำให้พญานาควสุกีกลัวและทำน้ำดีร่วงหล่นลงมาบริเวณเทือกเขามณิกยาหรือ บริเวณแนวภูเขาของแอฟริกาใต้กับอเมริกาใต้ในปัจจุบัน และบริเวณเทือกเขาหิมาลัย


แหล่งที่พบมรกต จากบริเวณต่าง ๆ ที่พญานาควสุกีทำน้ำดีร่วงลงมา ได้กลายมาเป็น แหล่งมรกตในปัจจุบัน ประเทศที่มีมรกตมากที่สุด คือ ประเทศโคลัมเบียซึ่งขุดเหมืองมรกตกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เหมืองที่มีชื่อ ได้แก่ เหมือง Muzo เหมือง Gachala นอกจากโคลัมเบียแล้ว แหล่งมรกตยังมีที่ประเทศซิมบับเว บราซิล โรดีเซีย แถบไซบีเรียในประเทศรัสเซีย อินเดียและปากีสถาน


ในทางวิทยาศาสตร์ รกตมีสีเขียวเนื่องจากโครเมียมเข้าไปปนในโครงสร้างผลึก
มรกตที่ดี คือ มรกตที่มีสีเขียวเข้มสดใสสม่ำเสมอทั่วเม็ดไม่มีจุดดำอยู่ภายในเนื้อพลอย แต่โดยธรรมชาติของมรกตแล้วมักจะมีตำหนิภายในเนื้อพลอยเสมอ นอกจากนี้มรกตยังเป็นอัญมณีที่เปราะ แตกหักง่าย จึงควรดูแลรักษาอย่างระมัดระวัง ไม่ควรให้ถูกกระแทกมากเกินไป หรือโดนความร้อนสูง หรือโดนกรดกัดแก้ว (Fluoricacid) อย่างไรก็ตาม มรกตยังคงเป็นอัญมณีที่เป็นที่นิยมและมีราคาสูง เพราะไม่สามารถหาอัญมณีชนิดอื่นที่มีสีเขียวสดใสอย่างมรกตมาทำเป็นเครื่องประดับแทนได้นอกจากเพชรสีเขียวซึ่งมีราคาสูงมาก


http://www.git.or.th/
http://www.sgs.ac.th/

http://en.wikipedia.org




EMERALDMay’s birthstone
OriginsBrazil, Colombia, Pakistan, Siberia, Zambia & Zimbabwe
Colors FoundGreen
FamilyBeryl
Hardness7.50 - 8.00
Refractive Index1.56 - 1.60
Relative Density2.67 - 2.78
















For more than 4,000 years, the deep “green fire” of Emeralds has been treasured as a symbol of eternal spring and immortality.

Shrouded in myth and lore, the birthstone for May isn’t just a beautiful gem: Emeralds are also ornaments of power and politics that have created legends and molded world history.

Prized by Egyptians, Romans, Aztecs, crowned heads of Europe, and today, gem connoisseurs the world over, Emeralds, more than any other precious gemstone have sparked the eternal fires of our collective imagination.

Legends and lore
Spring is a time of growth and rejuvenation. Nothing reflects this more than the intense green shades of an Emerald, May’s birthstone.
Emeralds are regarded by many cultures as a symbol of personal development. It was once thought that Emeralds possessed the power to soothe the soul and sharpen wit.
Some people believe that wearing an Emerald brings wisdom, growth and patience. And as any couple would agree, all of these qualities are essential for lasting love. This may explain why a gift of Emerald is considered symbolic of love and devotion. Emeralds are even believed to change color upon infidelity!
Emeralds have long been thought to possess healing powers. While today we know that Emeralds are not a cure for all medical and psychological problems, many people still use Emeralds to soothe their eyes and bring them good health. In fact, green has long been considered a soothing color and it is no coincidence that the “green room” in theaters and TV studios is supposed to relax a performer after the stress and eyestrain of studio and stage lights.
A truly ancient gemstone, there is archaeological evidence that the Babylonians may have been marketing Emeralds as early as 4000 BC.
The history of Egyptian Emeralds dates back over 4,000 years. Located in Egypt’s eastern desert region, ancient miners braved extreme heat, scorpions and snakes to search for the “green fire.” Interestingly, Greek miners once labored in the Egyptian desert for Alexander the Great.
The ancient mines of Egypt were rediscovered in 1818 by the French explorer Caillaud. Finding the mine with the help of the Egyptian government, he noted that Emeralds were probably mined there long after the kings and queens of Egypt ruled the land.
The Egyptians were known to engrave Emeralds with the symbol for foliage to represent eternal youth, burying these jewels with their dead.
Emeralds were said to be the favorite gem of Cleopatra. She often wore lavish Emerald jewelry and bestowed visiting dignitaries with large Emeralds carved with her likeness when they departed Egypt.
Egyptian Emeralds were first mined some 2,000 years before Cleopatra’s birth. During her reign, Cleopatra claimed these Emerald mines as her own, as well as the world’s oldest source of Peridot, the fog-wrapped desert isle of Zeberget (St. John’s Island). Zeberget Peridot has a uniquely Emerald-like color, due to its high nickel content. This is probably why many of Cleopatra’s “Emeralds” were later found to be Peridot.
The ancient Romans associated Emerald with fertility and rebirth, dedicating it to Venus, their goddess of love and beauty. The Roman historian Pliny the Elder once said of Emeralds, “nothing green is greener,” and recorded that the Roman Emperor Nero, while presiding over gladiatorial fights, wore spectacles made of Emeralds. However, gemologists now believe that this was highly unlikely as the ancient Egyptian Emerald produced crystals of insufficient size and clarity needed for such an instrument. Historians now believe that Fire Beryl™ was probably the gem used.
The legends and lore surrounding Emeralds would not be complete without recounting the infamous stories of the Conquistadors, Hernando Cortés, who started his campaign against the Aztecs in 1519, and Francisco Pizarro, who commenced his military operation against the Incas in 1526. When Hernando Cortés planted the Spanish flag on Aztec soil, he snatched from the defeated Emperor Moctezuma an enormous pyramid shaped Emerald so big it could be seen from 299 feet away!
Just the facts
The green color of Emeralds is unparalleled in the gem kingdom. Its beautiful green color, combined with its rarity, makes Emerald one of the world’s most valuable gemstones. Interestingly, its name comes from the Greek word “smaragdos,” meaning green gem.
Emeralds are a member of the Beryl family of minerals. Minute traces of chromium, vanadium and iron give Emeralds their famous “green fire.” The green crystals grow slowly within metamorphic rocks and are restricted in size by the host rock, making large Emeralds rare and costly.
Unlike other Beryl, Emeralds often contain inclusions and tiny fractures. These are commonly called “jardin,” from the French word for “garden,” because of their resemblance to foliage. For Emeralds, jardin is not looked on as a negative aspect as it would be for some other gem varieties, but instead is considered part of Emerald’s character and can be used to assure the purchaser of a natural gemstone.
Although Emerald is relatively hard and durable, it must be protected from harsh blows because the jardin found within make it susceptible to breaking. The famous “Emerald Cut” was developed specifically for this gem to reduce the amount of pressure exerted during cutting.
Transparent Emeralds are faceted in gem cuts for jewelry, while translucent material is cut and polished into cabochons and beads. Trapiche Emeralds are also cut into cabochons, making exquisite jewelry pieces.
A very small number of Emeralds display asterism and chatoyancy; these too are cut into cabochons.
When buying Emeralds the most important consideration is always color, with clarity and quality of cut playing second fiddle. Nevertheless, the brightness of the gemstone (which is somewhat determined by the cutting and clarity) is also an important factor.
Traditionally, deep green is the most desired color in Emeralds. Paler Emeralds are sometimes called “Green Beryl.”
As Emeralds from different locations can vary slightly in appearance, some of the main sources and varieties are detailed below.
Colombian Emerald
Known for their vivid green color, Colombian Emeralds are usually of exceptional quality. Colombia is by tradition and lore, the finest modern source for Emeralds.
With each comprised of many individual mines, the three historically significant areas of Emerald mining in Colombia are Muzo, Coscuez and Chivor.
Muzo Colombian Emerald
The famed Muzo mines lay 100 miles north of Bogota. Emerald crystals from Muzo tend to have more saturated color than either Coscuez or Chivor. They are considered some of the finest Emerald mines in the world.
Trapiche Emeralds are an extremely unusual, rare, prized form of Emerald only found in the Muzo mining district of Colombia. Star-shaped rays that emanate from its center in a hexagonal pattern characterize these Emeralds. These rays appear much like asterism, but unlike asterism, they are not caused by light reflection from tiny parallel inclusions, but by black carbon impurities that happen to form in the same pattern.
Coscuez Colombian Emerald
The Emerald crystals of Coscuez tend to exhibit a very wide range of colors but unfortunately also tend to be more included than those from Muzo.
Chivor Colombian Emerald
Chivor Emeralds are best known for their bluish cast and generally have fewer inclusions and a lighter color than either Coscuez or Muzo Emeralds. The Chivor mining area is the smallest of the three and is separate from Muzo and Coscuez, which lay adjacent to each other.
Brazilian Emerald
While Colombian Emeralds are known for their vivid green color, Brazilian Emeralds are known for their variety of color, ranging from light green to medium dark blue green.
Emeralds were first discovered in Brazil about 500 years ago after the arrival of the Portuguese. However, it was only in 1963 when the first samples with commercial value were found in Bahia, close to the town of Paraiso du Norte in northern Brazil, effectively wiping out the notion that Brazil had no real “green fire” of its own.
Pakistani Emerald
While an extremely harsh climate prevents the mining of Emerald deposits at higher altitudes, at lower elevations in the Swat Valley of Pakistan lay the Gujar Kili Mine, and the ancient and historically significant Mingora Mine (e.g., Ancient Roman earrings featuring Mingora Emeralds have been discovered). Severe weather conditions restrict operations during winter, making the hand-dug output very limited. The Pakistani government tightly controls the mining of Emeralds from relatively new deposits discovered in 1960 in the Himalayan Mountains.
Siberian Emerald
Siberian Emerald is long prized for its breathtaking crystal clarity, green fire and forest green hues.
According to history, Siberian Emerald was discovered by a Russian peasant, Maxim Stefanovitch Koshevnikov, in 1830 in the roots of a tree that had been felled in a storm on the Tokovoya River near Ekaterinburg in Siberia’s Ural Mountains. Despite this, rumors persist that Russia actually supplied Emeralds long before the Spaniards discovered the famous Colombian Emerald in the late 16th century. These legends even go as far as to suggest that the Scythian Emeralds mentioned by Pliny the Elder in his “Historia Naturalis” came from the Urals.
Rising to fame in the 19th century, the largest and best known source of Siberian Emerald is the Mariinsky (St. Mary’s) Mine. This mine was discovered in 1833 near the village of Malyshevo. The deposits were nationalized after World War I and Emerald mining soon ceased when Malyshevo became a military security zone. Siberian Emeralds almost entirely disappeared; thankfully, Siberian Emerald is now back and we are delighted to offer an amazing selection to Gems TV customers! Siberian Emerald is mined in very rugged terrain - the area is wet, rocky and very mountainous, and less than half a percent of the rough crystals mined are suitable for faceting. As a result, Siberian Emeralds are a “must have” for any true Emerald connoisseur.
Zambian Emerald
Zambian Emeralds are of very high quality. Although Zambia has the world’s second largest Emerald deposit, it is substantially underdeveloped and primarily restricted to artisanal mines near Kagem, Kitwe, Miku and Mufulira in remote northern Zambia. As basic hand tools are mainly used to mine Zambian Emerald, this limits supply, increasing its rarity and value. Zambian Emerald is extracted from talc-magnetite schists Zambian miners call “paidas” (when it’s unaltered) and “chikundula” (when it’s weathered). They call small Emerald crystals that may be indicative of bigger crystals “ubulunga.”
http://www.gems.tv/





1
2

Wish You Happinessss

Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. 
If you love what you are doing, you will be successful. 

~ Albert Schweitzer ~

 คัมภีร์ 5 ห่วง  วิถีแห่ง "ซามูไร" วิถีแห่งนักรบ "บูชิโด"   แนวคิดของตัวเม่น   GOOD LUCK สร้างแรงบันดาลใจเพื่อความสำเร็จ ในชีวิตและธุรกิจด้วยตัวคุณเอง    Why complicate life ?   3 x 8 = เท่าไหร่ ?????   "ฉันชื่อ..โอกาส"

Wish You Happinessss