1
2

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

20 ข้อ ที่ผู้ปกครองควรสอนลูก เรื่องของ "เงิน"


7 เทคนิคเพิ่มเงินออม
 

 ออมเพลิน เมินจน 
 

 รู้จักค่าใช้จ่าย ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้



20 ข้อ ที่ผู้ปกครองควรสอนลูก เรื่องของ "เงิน"



 เมื่ออายุ 3-5 ขวบ
1. ให้เขารู้ว่า คนเรา ต้องการเงิน เพื่อซื้อสิ่งของ
2. ให้เขารู้ว่า คนเรา จะมีเงิน ต้องทำงานเพื่อแลกมา
3. ให้เขารู้ว่า บางครั้ง เราต้องรู้จักรอ ก่อนที่จะซื้ออะไรที่เราต้องการ
4. ให้เขารู้ว่า มันมีความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่ต้องการ กับ สิ่งที่จำเป็น



 เมื่ออายุ 6-10 ขวบ
5. ให้เขารู้ว่า บางครั้งเขาต้องเลือกว่าจะใช้เงินไปกับอะไร
6. ให้เขารู้ว่า การซื้อที่ดี ควรเปรียบเทียบราคาก่อนที่จะซื้อ
7. ให้เขารู้ว่า การสั่งซื้อทางออนไลน์อาจมีอันตรายและอาจแพงเกินจริง
8. ให้เขารู้ว่า การเอาเงินไปฝากธนาคาร มันปลอดภัย และให้ดอกเบี้ย



 เมื่ออายุ 11-13 ปี
9. ให้เขารู้ว่า ทุกครั้งที่ได้เงินมา ต้องแบ่งบางส่วนมาเพื่อออม
10. ให้เขารู้ว่า การใส่รหัส บัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัว ออนไลน์ อาจถูกคนอื่นขโมยข้อมูลได้
11. ให้เขารู้ว่า การออมก่อน รวยกว่า จากพลัง ดอกเบี้ยทบต้น
12. ให้เขารู้ว่า การใช้บัตรเครดิต ก็คือการกู้เงินมาใช้



 เมื่ออายุ 14-18 ปี
13. ให้เขารู้ว่า แต่ละมหาวิทยาลัย ค่าใช่จ่าย ค่าเทอม ไม่เท่ากัน
14. ให้เขารู้ว่า อย่าใช้บัตรเครดิตซื้อของที่ไม่มีปัญาหาเงินมาจ่ายทีหลัง
15. ให้เขารู้ว่า มันมีภาษีนะ!!
16. ให้เขารู้ว่า ดีกว่าธนาคาร มันยังมีกองทุนรวม (*แปลงให้เข้ากับคนไทย)



 เมื่ออายุ 19 ปีขึ้นไป
17. ให้เขารู้ว่า จงใช้บัตรเครดิตไม่ให้เกินเงินที่หาได้ในแต่ละเดือน
18. ให้เขารู้ว่า การทำประกัน เป็นเรื่องจำเป็น
19. ให้เขารู้ว่า ควรมีเงินออมฉุกเฉิน เพื่อให้ใช้จ่ายอย่างน้อย 3 เดือน ของรายจ่ายรายเดือน
20. ให้เขารู้ว่า เมื่อคิดจะลงทุน ควรคิดถึง ความเสี่ยง และ ค่าใช้จ่าย ที่จะตามมา

:: SinthornCafe ::

การว่ายน้ำ กับ การลงทุน



เรือเล็กควรออกจากฝั่ง - bodyslam「Official MV」



การว่ายน้ำ กับ การลงทุน


มีคนอยู่คนหนึ่ง .... อ่านหนังสือตำราการว่ายน้ำอย่างขมักเขม้น 
อ่านอยู่เป็นเวลาเนิ่นนาน และอ่านจนหนังสือเกี่ยวกับการว่ายน้ำทุกเล่มจบลง
เขาซาบซึ้งเกี่ยวกับการว่ายน้ำ และรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีการว่ายน้ำที่ถูกต้อง
แต่เขาไม่เคยแม้แต่เอาขาจุ่มน้ำสักครั้ง!!!!



วันหนึ่งเขาเดินไปที่สะพานไม้เหนือแม่น้ำในหมู่บ้าน 
เห็นเด็กๆ ดำผุดดำว่ายแบบตามีตามเกิด 
เขาบอกเด็กเหล่านั้นเด็กพวกนั้นว่ายผิดวิธี .. ผิดจากตำรา
เด็กคนหนึ่งบอกเขาว่า ถ้าแน่จริงก็มาว่ายแข่งกันไหม 
เขาคิดว่า ว่ายน้ำไม่น่าจะยากอะไร 
เขาศึกษาหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับการว่ายน้ำมาแล้ว 

.... เขามั่นใจเต็มที่ ....
ว่าแล้วก็ถอดเสื้อกระโดดลงแม่น้ำทันที
เขาพยายามจะทำตามที่หนังสือบอก 
แต่กลับทำไม่ได้
เขาพยายามตะเกียกตะกาย 
แต่....สุดท้ายเขาก็จมลง
เพราะเขาไม่เคยแม้แต่เอาขาจุ่มน้ำมาก่อน



แต่โชคยังมี 
เด็กที่เขาดูถูกไว้นั้นเป็นผู้ช่วยให้เขารอดจากการจมน้ำตาย 
สุดท้ายเขาก็ขอบคุณเด็กพวกนั้น และไม่เคยว่ากล่าวใครอีกเลย
..................................
การลงทุนก็เหมือนการว่ายน้ำ
คุณจะไม่มีวันรู้จักการว่ายน้ำ ถ้าคุณไม่เคยลงมือว่าย
ถ้าคุณลงสระ แล้วคุณจะรู้เองว่า คุณควรจะทำอย่างไร
แต่ที่สำคัญ....อย่ากระโดดลงแม่น้ำ ถ้าคุณยังไม่เคยลงสระตื้นๆ


ข้อควรพิจารณาในการเลือกถือบัตรเครดิต


ใช้บัตรเครดิต...ไม่ให้ติดกับดัก



ข้อควรพิจารณาในการเลือกถือบัตรเครดิต

1.  ทางเลือกในการใช้จ่ายแทนเงินสด
      -  สะดวกและปลอดภัยกว่าการถือเงินสด
      -  ไม่ต้องชำระเงินหลังการซื้อสินค้าหรือบริการทันที  
      -  ได้รับส่วนลดและสิทธิประโยชน์จากการใช้บัตรเครดิต

2. ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต
บัตรเครดิตมีหลายชนิด เช่น บัตรองค์กร (Corporate Card) บัตรเงิน บัตรทอง บัตรเครดิตที่ออกโดยห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และคุณสมบัติของผู้สมัครตามที่ผู้ออกบัตรกำหนดไว้  โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต มีรายการต่าง ๆ ดังนี้

     -  ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าบริการรายปี 
     -  ค่าธรรมเนียมในการชำระเงิน ณ จุดชำระเงินต่าง ๆ  เช่น เคาน์เตอร์ธนาคาร  ตัวแทนรับชำระเงิน หรือชำระผ่านตู้ ATM เป็นต้น
     -  อัตราดอกเบี้ยและค่าปรับจากการชำระล่าช้า   

      แม้ว่าบัตรเครดิตจะมีระยะเวลาชำระหนี้ปลอดดอกเบี้ย แต่ผู้ถือบัตรจะต้องเสียดอกเบี้ย หากไม่สามารถชำระหนี้เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระเงิน โดยผู้ออกบัตรไม่ได้คำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ผู้ถือบัตรผิดนัดชำระหนี้  แต่อาจคำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ผู้ถือบัตรใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการ หรือตั้งแต่วันที่ผู้ออกบัตรจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ร้านค้า ซึ่งเป็นเวลา 2-3 วันนับจากวันที่ผู้ถือบัตรใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการ 

        นอกจากนี้  พึงระวังโฆษณาที่ระบุว่า “ดอกเบี้ยต่อเดือนที่น้อยนิด” หรือ  “ดอกเบี้ย 0%”  โดยควรพิจารณาว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราต่อเดือนหรือไม่  ถ้าใช่  ลองคูณด้วย 12 ก่อน จึงจะเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปีที่ท่านต้องจ่ายจริง

     -  ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการชำระล่าช้าเช่น ค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถามหนี้
     -  ในกรณีใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสด  นอกจากจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกเงินสดแล้ว  ยังต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ยืมโดยเริ่มคำนวณตั้งแต่กดเงินสดอีกด้วย

        ท่านควรเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายข้างต้น ควบคู่ไปกับนิสัยการใช้จ่ายและความสามารถในการชำระหนี้ด้วย  เช่น  หากท่านเลือกที่จะจ่ายชำระหนี้เต็มจำนวน ควรเลือกถือบัตรเครดิตที่เก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าบริการรายปีต่ำ หรือไม่เรียกเก็บ  แต่หากท่านต้องการจ่ายชำระหนี้เพียงบางส่วน ควรเลือกถือบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ  นอกจากนี้ ควรเลือกบัตรเครดิตที่สะดวกในการชำระเงิน เช่น  สามารถหักบัญชีธนาคารได้  หรือ มีจุดรับชำระเงินใกล้บ้านหรือที่ทำงาน และมีค่าใช่จ่ายในการชำระเงินต่ำ  โดยท่านสามารถดูข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการใช้บัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตแต่ละรายได้จากหน้าอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการใช้บัตรเครดิต

ผู้ออกบัตรเครดิตจะพิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครอย่างไร

1. ข้อมูลส่วนตัว  ความน่าเชื่อถือของผู้สมัครบัตรเครดิต  ประวัติการใช้บริการสินเชื่อ  ประวัติการชำระเงินคืน  วินัยในการใช้สินเชื่อ  การมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง  ประวัติการทำงานปัจจุบัน และบุคคลอ้างอิง เป็นต้น

2. ความสามารถในการชำระหนี้  ผู้สมัครมีรายได้ตามเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนด  และมีความสามารถในการชำระหนี้ โดยดูจากฐานะทางการเงิน( เช่น ทรัพย์สิน เงินออม หรือเงินลงทุนต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ชำระหนี้หากไม่มีรายได้ประจำ เป็นต้น)  เงินเดือนหรือรายได้ประจำ  และ ภาระหนี้ เป็นต้น

ข้อควรพิจารณาก่อนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต

1. ควรเตรียมเงินส่วนที่จัดไว้สำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้เพียงพอเมื่อครบกำหนดชำระ

2. ควรพิจารณาว่าสินค้าหรือบริการที่จะซื้อนั้นมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด  เพื่อไม่ให้มีภาระต้องชำระหนี้มากเกินความสามารถ

3. ควรพิจารณาว่ากระแสเงินในอนาคตจะเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่  เพราะหากมีเงินชำระไม่เพียงพอ  ต้องใช้วิธีชำระเงินบางส่วน ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ย  และหากชำระไม่ทันในเวลาที่กำหนด ต้องเสียค่าปรับในการชำระหนี้ล่าช้าด้วย

4. หากท่านมีบัตรเครดิตหลายใบ  ควรจดบันทึกหมายเลขบัตรเครดิต วงเงินสินเชื่อ ภาระหนี้ที่มีอยู่ และวันครบกำหนดชำระเงิน ฯลฯ ให้ครบถ้วน เพื่อวางแผนการใช้บัตรเครดิตและการชำระหนี้ให้ตรงเวลา



ควรทำอย่างไรเมื่อไม่สามารถชำระหนี้บัตรเครดิต

หากเริ่มจะมีปัญหาหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการหนี้ ควรเริ่มแก้ปัญหาดังนี้

1.  เมื่อพบว่ามีแนวโน้มไม่สามารถชำระหนี้ได้ ควรทบทวนค่าใช้จ่ายที่ผ่านมาว่ามีค่าสินค้าหรือบริการใดมากเกินความจำเป็นหรือไม่ หากพบค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  ก็ควรทบทวนและพิจารณาลดการใช้จ่ายดังกล่าวลง โดยใช้จ่ายอย่างมีสติ ต้องเตือนตนเองเสมอ ๆ ว่ากำลังนำรายได้ในอนาคตมาใช้  และเพื่อความไม่ประมาท ก็ควรพิจารณาสำรองเงินไว้ส่วนหนึ่งไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดไว้อีกทางหนึ่งด้วย

2.  หากต้องการโอนหนี้บัตรเครดิตเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย  สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องพิจารณา คือ โอนหนี้ไปที่ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดและมีข้อเสนอที่ดีกว่า เช่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการโอน มีระยะเวลาปลอดหนี้ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ และเมื่อโอนหนี้บัตรเครดิตและมีภาระดอกเบี้ยลดลงแล้ว ก็ควรมุ่งมั่นชำระหนี้ให้ได้มากที่สุด

3.  ไม่ควรใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสดเพื่อนำไปชำระหนี้ เพราะนอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกใช้เงินสดแล้ว ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะสูงกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่เดิมด้วย

4.  เมื่อลูกหนี้บัตรเครดิตไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือมีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอ  ไม่ควรหนีปัญหา ควรติดต่อผู้ให้บริการบัตรเครดิตนั้น เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการจัดการหนี้ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

การร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต

ธปท. กำหนดเรื่องการปฏิบัติเมื่อมีข้อร้องเรียนว่า ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะต้องตรวจสอบเมื่อผู้ถือบัตรร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต และแจ้งความคืบหน้ารวมทั้งชี้แจงขั้นตอนต่อไปให้ผู้ถือบัตรทราบภายใน 7 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน และให้ดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนนั้นให้แล้วเสร็จและแจ้งให้ผู้ถือบัตรนั้นทราบโดยเร็ว


ขอบคุณข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย

เทคนิคดีๆ ลดหนี้บัตรเครดิต






เทคนิคการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อย


จัดสำรับลงทุน


เทคนิคการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อย

แนวทางการลงทุน: ผลตอบแทน vs. ความเสี่ยง

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่า การผสมผสานรูปแบบกองทุนรวมใดจะดี และเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ สิ่งสำคัญที่จะต้องเอาใจใส่ และทำความเข้าใจ คือ ลักษณะความเสี่ยง และผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละกองทุน ซึ่งโดยปกติแล้วการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีการสร้างพอร์ตโฟลิโอที่เหมาะสมกับความพอใจของคุณ ทั้งในแง่ของความเสี่ยงและผลตอบแทนในกองทุนรวม

1. กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนให้เหมาะสม (Diversification)
แม้ว่าการลงทุนในกองทุนรวม จะมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ (Asset Allocation) ซึ่งลดความเสี่ยงจากการลงทุนลงแล้ว อย่างไรก็ดี มีผู้ลงทุนหลายท่าน ที่เข้าใจว่าควรจะลงทุนในหลายๆ กองทุนรวม เพื่อกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากมีรายงานการศึกษาที่จัดทำโดย Morningstar Mutual Funds ในสหรัฐอเมริกา ได้ข้อสรุปว่า การถือหน่วยลงทุนของ กองทุนรวมมากกว่า 4 กองขึ้นไปไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนแต่อย่างใด ในกรณีของกองทุนรวมในบ้านเรานั้น ยังไม่มีการทำรายงานศึกษาในเรื่องนี้ แต่แนวโน้มก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากในสหรัฐอเมริกาเท่าใดนัก

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องไปซื้อกองทุนรวมมากมายหลายกอง เพื่อที่จะให้เกิดการกระจายการลงทุน ทางเลือกที่ดี น่าจะเป็นการเลือกลงทุนในกองทุนที่ดีๆ สัก 2 หรือ 3 กอง หรือ เลือกซื้อกองทุนผสม ซึ่งน่าจะช่วยกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้มากกว่า

2. การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren E. Buffett)
ผู้ลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งของโลก ได้กล่าวถึง...

กฎเกณฑ์ในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ คือ
กฎข้อที่ 1: อย่าให้เสียเงิน
กฎข้อที่ 2: อย่าลืม กฎข้อที่ 1 และนั้นคือ กฎทั้งหมดเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน

ขาแนะนำว่าโอกาสที่ดีที่สุดของคุณที่จะไม่เสียเงิน ก็คือ
การซื้อหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพดีซึ่งถูกตลาดมองข้าม ทำให้ราคาของหลักทรัพย์นั้นต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์ทรัพย์สินสุทธิ (Undervalue)

สำหรับการเลือกซื้อหน่วยลงทุนในตลาดรอง ผู้ลงทุนควรเลือกลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย และมีราคาตลาดต่ำกว่าที่ ควรจะเป็น โดยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ราคาตลาดของหน่วยลงทุนนั้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในภายหลัง



ดังนั้นการให้น้ำหนักการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือหน่วยลงทุนที่มีคุณภาพดี และรอคอยให้ตลาดรับรู้มูลค่าที่แท้จริงของ หลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนเหล่านั้นในภายหลัง โดยมุ่งหวังผลการลงทุนในระยะยาวก็คือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั่นเอง

3. การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging)
คือ การกำหนดวงเงินลงทุนเป็นงวดๆ งวดละเท่าๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาสโดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนจะขึ้นหรือลง เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อยๆ

โดยตั้งเป้าหมายที่จำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก จากการที่คุณลงทุนโดยซื้อเป็นจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกครั้งนี้ทำให้คุณสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ในจำนวนมากขึ้นเมื่อหน่วยลงทุนนั้นราคาต่ำลง และซื้อหน่วยลงทุนได้ในจำนวนที่น้อยลง ในขณะที่หน่วยลงทุนนั้น มีราคาสูงข้อดีของการกระจายลงทุนแบบนี้ก็คือ ถ้าตลาดมีความผันผวนมาก หรือเป็นตลาดขาลงคุณมีโอกาสที่จะขาดทุนน้อยกว่าการลงทุนด้วยเงินทั้งหมดไปในคราวเดียว นอกจากจะ ช่วยกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ในช่วงเวลาต่างๆ แล้วยังเป็นการสร้างวินัยในการลงทุน ไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนของตลาดอีกด้วย



ตัวอย่าง ลงทุนซื้อหน่วยลงทุน 2,000 บาท ทุกๆ เดือน เป็นเวลา 6 เดือน
เดือนเงินลงทุนราคาซื้อต่อหน่วยจำนวนหน่วยลงทุน
มกราคม2,00010200.00
กุมภาพันธ์2,00012166.67
มีนาคม2,00011181.82
เมษายน2,0009222.22
พฤษภาคม2,0008250.00
มิถุนายน2,0009222.22
รวม
12,000
59
1,242.93
เฉลี่ย
2,000
9.83207.16

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging ข้างต้น กับการซื้อหน่วยลงทุนเมื่อเริ่มต้นทั้งหมดด้วยเงิน 12,000 บาทในคราวเดียวที่ราคา 10 บาท จะเห็นว่าด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันสำหรับวิธีลงทุนครั้งเดียวด้วยเงินที่มีอยู่ทั้งหมด จะได้หน่วยลงทุนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,200 หน่วย โดยมีต้นทุนหน่วยละ 10 บาท แต่ถ้าลงทุนด้วยวิธี Dollar Cost Averaging จะซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 1,242.93 หน่วย โดยมีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยเพียง 9.83 บาท จะเห็นว่าการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging นี้ แม้จะไม่ได้ทำให้คุณลงทุนได้ที่ราคาหน่วยลงทุนต่ำสุด (8 บาท/หน่วย) ทั้งหมด แต่ก็สามารถป้องกันไม่ให้คุณนำเงินลงทุนทั้งหมดที่มีไปซื้อหน่วยลงทุนที่ราคา 12 บาท/หน่วยด้วย

ดังนั้นหากคุณลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าๆ กันแล้ว เมื่อหน่วยลงทุนราคาลดลงจะทำให้คุณซื้อหน่วยลงทุนได้ในจำนวนที่มากขึ้นและเมื่อหน่วยลงทุนราคาปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้คุณซื้อหน่วยลงทุนได้น้อยลง ซึ่งพอนำมาเฉลี่ยกันแล้วจะทำให้ต้นทุน การลงทุนของคุณไม่สูงจนเกินไป ดำเนินการซื้อขายหลักทรัพย์ตามจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม

ดำเนินการซื้อขายหลักทรัพย์ตามจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน คือ การดำเนินการซื้อขายตามจังหวะในการลงทุน ซึ่งนับว่าเป็นเคล็ดลับในการลงทุนที่ผู้มีความเชี่ยวชาญใช้เป็นกลยุทธ์ในการหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น คำถามที่ว่า “เมื่อไรที่ควรจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และเมื่อไรที่ท่านควรจะลงทุนในตลาดตราสารหนี้” หรือ “ ควรจะซื้อหุ้นนี้ ณ ระดับราคาเท่าไร” เป็นสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนต้องหาคำตอบให้ได้ โดยสามารถที่จะพิจารณาได้จากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นเข็มทิศชี้ทางว่าจะเข้าหรือออกจากตลาดหุ้น/ตลาดตราสารหนี้ โดยสามารถดูได้จากกราฟด้านล่าง


จากรูป เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกำลังจะ ฟื้นตัว ภาคเอกชนมักจะมีอัตราเจริญเติบโต และความสามารถในการทำกำไรสูง จึงเหมาะกับการลงทุนในหุ้นสามัญ ในขณะที่เศรษฐกิจเริ่ม อิ่มตัว ตลาดหุ้นร้อนแรงเกินไป จึงควรหันมาถือทอง และอัญมณีแทน

เนื่องจากในขณะนั้นระดับราคาสินค้าจะเริ่มสูงขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรงถึงขีดสุด จนธนาคารกลางต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น การถือเงินสด หรือตราสารหนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ ความมีวินัยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้จัดการกองทุน เพื่อ หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจลงทุน ตัวอย่างเช่นผู้ลงทุนส่วนใหญ่มักพากันกรูเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง และกระโดดออกเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ควรจะลงทุน โดยไม่ได้นึกถึงเหตุผลที่เป็นตัวผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจเข้ามาลงทุนในครั้งแรก แต่มักจะปล่อยให้
ความตื่นตระหนกมาครอบงำจิตใจแทน

ทฤษฏีการทำกำไรจากราคาที่ผิดปกติ
(Arbitrage Pricing Theory: APT)

การบริหารการลงทุนแนวนี้เชื่อว่า ในบางขณะเวลาราคาหลักทรัพย์ในตลาดทุนอาจมีราคาผิดปกติ และไม่ตรงกับมูลค่าในอนาคตของหลักทรัพย์นั้น ซึ่งอาจเกิด มาจากราคาหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้สะท้อนถึงข้อมูลปัจจุบันอย่างสมบูรณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ที่ผู้ลงทุน
ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน เป็นต้น แต่ในที่สุด ผู้ลงทุนในตลาดจะเป็นผู้กำหนดราคาสมดุลของหลักทรัพย์ ในแต่ละตัวโดยการ

- ขายหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับหลักทรัพย์อื่น

- ซื้อหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับหลักทรัพย์อื่น จนในที่สุดการซื้อขายข้างต้น จะทำให้ราคาที่ผิดปกติ ของหลักทรัพย์ทั้งหลายวิ่งเข้าสู่ภาวะราคาสมดุล



รู้ไว้ใช่ว่า! ธุรกิจจัดการลงทุนเกิดขึ้นครั้งแรกที่ไหน?
ธุรกิจจัดการลงทุนถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ช่วงปี พ.ศ. 2423 ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีลักษณะเป็น กองทุนปิดซึ่งระดมเงินทุนจากคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อไปลงทุนในหุ้นของกิจการที่เพิ่งเปิดดำเนินการ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการออกกฎหมายใดๆ คอยคุ้มครองผู้ลงทุน การดำเนินงานของกองทุนรวมจึงขึ้นกับผู้จัดการกองทุนเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ในปี พ.ศ. 2443 นายโรเบิร์ต เฟลมมิ่ง (Mr. Robert Fleming) นักธุรกิจชาวสก๊อตได้รวบรวมเงินทุนจากคนใกล้ชิด และข้ามไปลงทุนในอเมริกา ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนเป็นที่นิยมแพร่หลาย จึงได้จัดตั้งบริษัทจัดการลงทุนขึ้นเป็นแห่งแรกในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยใช้ชื่อว่า Robert Fleming & Co. ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 ก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนรวมขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทจัดการ Massachusetts Investment Trust และ State Investment Trust ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจจัดการลงทุนเติบโตอย่างมากในโลกก็คงหนีไม่พ้นที่ว่าตลาดทุนมีความผันผวนมากขึ้น และตราสารทางการเงินประเภทต่างๆ มีความซับซ้อนขึ้น จึงเป็นการยากที่ผู้ลงทุนรายย่อยจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้


รู้ไว้ใช่ว่า !!
ตราสารหนี้ภาครัฐจะมีความเสี่ยงในลักษณะนี้ต่ำกว่าเนื่องจาก ผู้ออกเป็นหน่วยงานภาครัฐ จึงเสมือนมี ภาครัฐรับประกัน ความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยได้ดีกว่า
ดังนั้น กองทุนรวมตราสารหนี้ส่วนใหญ่จึงนิยมใช้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk-free Rate)

คุณรู้มั้ย!
ยังมีกองทุนรวมชนิดเฉพาะเจาะจง (Specific Fund) ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆโดยมีการดำรงอัตราส่วนการลงทุนแตกต่างไปจากที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดไว้ จึงต้องมีคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นพิเศษ

คุณรู้มั้ย!
กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้นไม่ได้รับประกันการจ่ายคืนเงินต้นแต่อย่างใด แต่จะมุ่งลงทุนในนโยบายการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับเงินต้นคืนจากการลงทุน

รู้ไว้ใช่ว่า !!
ก่อนที่จะมีกองทุน FIF เกิดขึ้น ผู้ลงทุนไทยถูกจำกัดการลงทุนอยู่ภายในประเทศเท่านั้น ทั้งนี้เพราะพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ระบุว่า บุคคลธรรมดาไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ ต่างประเทศโดยตรงได้ หากมีการฝ่าฝืนถือว่ากระทำผิดกฎหมาย

รู้ไว้ใช่ว่า !!
เคล็ดลับในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ
- มีเป้าหมายที่ชัดเจน และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
- สร้างวินัยในการออมและการลงทุน
- เริ่มต้นออมทันทีเมื่อมีโอกาส
- ปรับปรุงงบประมาณให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

รู้ไว้ใช่ว่า!!
เกี่ยวกับหนังสือชี้ชวน กรณีของกองทุนเปิด บริษัทจัดการลงทุนต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนขึ้นใหม่ทุกรอบปีบัญชี โดยต้องแสดงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ณ วันสิ้นปีบัญชีนั้นๆ อีกทั้งยังต้องระบุวันที่จดทะเบียน กองทุนรวมในส่วนสรุปข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมด้วย

ข้อสังเกต
ผู้ลงทุนหลายท่านนิยมใช้ข้อมูลมูลค่าต่อหน่วยลงทุน เพื่อพิจารณาเลือกสรรหากองทุนรวมที่เหมาะสมกับตน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มูลค่าต่อหน่วยลงทุนนั้นไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของหน่วยลงทุนเลย เพียงแต่บอกว่า ณ ขณะนั้นหน่วยลงทุนมีมูลค่าเท่าใด
แต่อัตราการเติบโตของมูลค่าต่อหน่วยลงทุนต่างหาก ที่เป็นผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับและเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวม

มองวิกฤตให้เป็นโอกาส !!
จังหวะในการลงทุนที่ดี เป็นอีกประการหนึ่งที่ผู้จัดการกองทุนสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนวิกฤตทางเศรษฐกิจ หรือความคาดหวังของตลาดทุนที่มีต่อข้อมูลใหม่ซึ่งประกาศออกมา เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ ข่าวการเมืองว่าได้สะท้อนในราคา (Priced in) มากหรือน้อยเกินไป ให้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ/ขายหลักทรัพย์ที่มี มูลค่าต่ำ/สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=19537&p=168605#post168605
http://www.set.mut.ac.th/
 
เทคนิครับมือกับตลาดหุ้นขาลง





"18 โมเดลลงทุน" เลือกให้ถูกจริตและความเสี่ยง



จัดสำรับลงทุน



"18 โมเดลลงทุน"
เลือกให้ถูกจริตและความเสี่ยง
โดย : กาญจนา หงษ์ทอง
หากคุณอยากระจายการลงทุน แต่ไม่รู้จะกระจายยังไง ลองดู 18 โมเดลลงทุนที่ Fundamenatals นำเสนอ ลองดูซิว่าแบบไหนที่ถูกจริต และความเสี่ยง

จะมีวิธีการลงทุนอย่างง่ายๆ แบบไหนดีที่ทำให้กินได้นอนหลับ ทั้งที่ไม่ต้องเป็นนักลงทุนระดับเทพ ก็ลงทุนได้อย่างมั่นใจ

Fundamentals ฉบับนี้ ไม่ได้มาฟันธงว่าปีนี้ควรลงทุนในอะไรถึงจะเวิร์คที่สุด แต่เรากำลังจะมาพูดกันถึง วิธีการลงทุนบนความเป็นจริง ซึ่งเป็นแนวคิดการลงทุนที่เปิดสำหรับคนกลางๆ ทั่วไป (Average Investor) ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในวงการเงิน หรือไม่จำเป็นต้องเป็นคนวงใน หรือไม่จำเป็นต้องพึ่งปากกาเซียนที่ไหน
เป็นแนวคิดการลงทุนที่ใกล้เคียงชีวิตจริง บนพื้นฐานว่าเราไม่ได้ “เป็นคนโชคดีที่สุด” ที่เลือกการลงทุนได้สิ่งที่ดีที่สุดทุกครั้ง เพราะเราไม่ได้พยายามจะเป็นซูเปอร์แมน ที่รู้ล่วงหน้าเสมอว่าตลาดไหน ทรัพย์สินประเภทใด จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในปีนี้ ปีหน้า และปีต่อๆ ไป หรือบอกได้ก่อนเสมอว่าตลาดใดจะขึ้น
เพาะสัจจะธรรมในโลกการลงทุนที่ทุกคนสัมผัสได้คือ ไม่มีอะไรแน่นอน หรือไม่มีการลงทุนใดที่เป็นแชมป์ได้ตลอด

ปี 2010 กลุ่มการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดจากการลงทุนกลุ่มที่เราเอามาเปรียบเทียบกัน คือ ตลาดหุ้นไทย 40.60% รองลงมาคือ ทองคำ 29.52% อสังหาริมทรัพย์และหุ้นต่างประเทศ เป็นอันดับถัดๆ มา
แต่ถ้าดูปี 2009 หมวดที่ได้อันดับ 1-2-3 ก็จะต่างไปปี 2010 ปีก่อนหน้านั้น ก็ต่างกันออกไปอีก

สรุป ก็คือ การลงทุนแต่ละหมวด แต่ละประเภทผลัดกันดี ไม่ดี ขึ้นลง ในแต่ละช่วงเวลา แต่ถ้าถามทุกคน ก็คงอยากลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนอยู่บนๆ ทุกๆ ปี คงไม่มีใครอยากลงทุนในหมวดล่างๆ แต่เพราะไม่มีใครจะรู้ว่าในอนาคต หมวดไหนจะให้ผลตอบแทนมากที่สุด หมวดไหนน้อยที่สุด

"กระจายลงทุน" สูงสุดคืนสู่สามัญ
"บุญชัย เกียรติธนาวิทย์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาตบอกว่าหลักการลงทุนโดยผสมสินทรัพย์ทุกประเภท หรือง่ายๆ ก็คือ ลงทุนหลายๆ ประเภท มากบ้างน้อยบ้าง เราก็จะได้ พอร์ตการลงทุนที่มีความหลากหลาย และผลตอบแทนไม่ต่ำสุดแน่นอน

วิธีการนี้ก็คือ “การกระจายการลงทุน” หรือ Asset Allocation
"สูงสุดคืนสู่สามัญ คือ ไม่ต้องเก็ง ว่าลงทุนในอะไรจะดีที่สุดปีนี้ แต่ ผสมหลายๆ ประเภท แต่อย่าเพิ่งเข้าใจว่า การกระจายการลงทุน คือ การแบ่งลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เช่น ซื้อหุ้นไทยกลุ่มธนาคาร แล้วไปซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มบริการ กลุ่มโรงแรม ก็ถือว่ากระจายการลงทุนแล้ว หรือซื้อหุ้นไทย แล้วไปซื้อหุ้นนอก ซื้อหุ้น ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ BRIC อย่างที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน ถือว่ากระจายการลงทุนแล้ว คงจำกันได้ดี เมื่อปี 2008 วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หุ้นไทยทั้งกระดาน จะพื้นฐานดีขนาดไหน กลุ่มไหน ก็ลงทุกตัว ถ้าเรากระจายกลุ่มการลงทุนดังข้างต้น เราก็คงไม่รอดพ้นความเสียหายใช่ไหม อย่างนี้หรือที่บอก กระจายการลงทุนแล้วดี หรือในปีนั้นอีกเช่นกัน หุ้นไทยก็ตก หุ้นนอกก็ตก สรุปเวลาหุ้นประเทศหนึ่งได้รับผลกระทบ ก็อาจพาลไปกระทบหุ้นของประเทศอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในช่วงผิดปกติอย่างรุนแรง เช่น เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบหลายภูมิภาคในโลกเป็นลูกโซ่ "

ดังนั้น การกระจายการลงทุนที่ดี จึงไม่ควรไปลงทุนกระจุกอยู่ในสินทรัพย์ที่เมื่อดีก็ดีไปพร้อมๆ กัน หรือแย่ก็แย่ไปพร้อมๆ กัน เพราะต่อให้กระจายหลายๆ กลุ่ม หลายๆ ประเทศ เวลาแย่ ก็แย่เหมือนกันๆ
การกระจายการลงทุน ต้องกระจายไปหาสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน ตรงกันข้ามกันก็ยิ่งดี เวลาสินทรัพย์หนึ่งไม่ดี เช่น A อีกตัวหนึ่ง ดี เช่น B ถ้าเรามีสองสินทรัพย์นี้ ในพอร์ตการลงทุนของเรา ผลตอบแทนสุทธิจากการหักกลบทั้งสองสินทรัพย์ เราก็จะได้ผลตอบแทนที่ไม่แย่นัก

"การผสมการลงทุนต้องเลือกลงทุนคละกัน เพื่อให้เวลาสินทรัพย์หนึ่งไม่ดี แต่ยังมีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งดี คอยดึงไว้ไม่ให้ทั้งพอร์ตของคุณเสียหายไปทั้งหมด"

เมื่อเร็วๆ บลจ.ธนชาต ได้เปิดตัว Asset Allocation Model ของ บลจ.ธนชาต อย่างเป็นทางการ เนื้อหาสาระและพอร์ตที่แนะนำ น่าจะเป็นการตอบโจทย์ของทุกท่านได้ว่า ผสมอะไร อย่างไร และผสมแล้วน่าจะดี

บลจ.ธนชาต ได้สรุปไว้ว่า หลักทั่วไป เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น การลงทุนอาจแบ่งเป็นหลายประเภทของสินทรัพย์ (asset classes) ถ้าแบ่งแบบกว้าง ก็มี 6 ประเภท เรียงจากทรัพย์สินความเสี่ยงน้อย ไปหากมาก ได้แก่

1.หมวดใกล้เคียงเงินสด หรือพวกที่ซื้อขายได้ทุกวัน ลงทุนในตราสารหนี้อายุสั้นๆ เช่น กองทุนตลาดเงิน
2.ตราสารหนี้ในประเทศ
3.ตราสารหนี้ต่างประเทศ
4.หุ้นในประเทศ
5.หุ้นต่างประเทศ
6.การลงทุนทางเลือก เช่น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ

บลจ.ธนชาต ได้ทดสอบจากข้อมูลในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี (ธ.ค. 2007 ถึง พ.ค. 2011) และสรุปเป็นข้อเสนอในการผสมการลงทุน 3 ซีรีส์ แต่ละซีรีส์มีการผสมการลงทุนที่ต่างกัน 6 แบบ ไล่ตั้งแต่มีระดับความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงสูงที่สุด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยรวม และมีหลักการที่ว่า การผสมการลงทุนในทุนในทรัพย์สินหลายๆ ประเภท ที่เคลื่อนไหวขึ้นลงไม่ไปทางเดียวกันพร้อมกันนัก หรือ ไม่ขึ้นแรงลงแรงพร้อมๆ กัน จะช่วยพยุงให้การลงทุนโดยรวมทั้งหมดแกว่งตัวน้อยลง หรือช่วยกระจายและลดความเสี่ยงของการลงทุนทั้งหมดนั่นเอง


สำรวจความเสี่ยงก่อนผสม
ทั้งนี้ แผนกลยุทธ์ลงทุน วิธีการผสมการลงทุน 3 ซีรีส์ ที่ว่านี้ คือ

ซีรีส์ที่ 1 ลงทุนในประเทศไทยอย่างเดียว
ซีรีส์ที่ 2 ลงทุนในประเทศไทย + ทองคำ
ซีรีส์ที่ 3 ลงทุนในประเทศไทย + ลงทุนในต่างประเทศ + ทองคำ

เหตุผลที่ว่า ทำไมต้องแบ่งเป็น 3 ซีรีส์ ก็เนื่องจาก ผู้ลงทุนมีหลายลักษณะ บางท่านบางกลุ่ม ก็ชอบลงทุนเฉพาะในบ้านเราไม่อยากไปไหน ไม่ชอบลงทุนต่างบ้านต่างเมือง ไม่ชอบทองคำ ขณะที่บางท่าน มองทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ น่ามีไว้บ้างในพอร์ตการลงทุน บางท่านกลับมองต่างมุมว่า การลงทุนในประเทศ เสี่ยงกว่าต่างประเทศ ชอบที่จะกระจายการลงทุนไปประเทศอื่นๆ ด้วย เพื่อไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในเมืองไทยที่ตลาดยังเล็ก หลากหลายมุมมองของผู้ลงทุน เลยเป็นที่มาของการจัดพอร์ต 3 รูปแบบ ให้เลือกลงทุนได้ตามรสนิยม

อย่างไรก็ตาม พอร์ตที่ บลจ.ธนชาต นำเสนอได้แบ่งผู้ลงทุนออกเป็น 6 กลุ่ม โดยประเมินจากแบบประเมินที่ผู้ลงทุนต้องกรอกตามแบบประเมินความเสี่ยงที่ต้องตอบเวลาซื้อกองทุนรวมในปัจจุบัน ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด

ก่อนอื่นให้ข้อมูลก่อนว่า เมื่อผู้ลงทุนทำแบบสอบถามผู้ลงทุน ซึ่งหาทำได้ตามธนาคารที่จำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม หรือ บลจ. ทุกแห่ง สรุปคะแนนออกมา ผู้ลงทุน จะมีคะแนน ตกอยู่ได้ ใน 5 ประเภท แต่ธนชาตเพิ่ม กลุ่มคะแนนต่ำพิเศษ มา คือ 10-12 ดังนี้

1.ผู้ลงทุนกลุ่มคะแนน 10-12 (ความเสี่ยงต่ำมาก)
2.ผู้ลงทุนกลุ่มคะแนน 13-14 (ความเสี่ยงต่ำ)
3.ผู้ลงทุนกลุ่มคะแนน 15-21 (ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
4.ผู้ลงทุนกลุ่มคะแนน 22-29 (ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง)
5.ผู้ลงทุนกลุ่มคะแนน 30-36 (ความเสี่ยงสูง)
6.ผู้ลงทุนกลุ่มคะแนนตั้งแค่ 37 ขึ้นไป (ความเสี่ยงสูงมาก)


หากจะวิเคราะห์ผู้ลงทุนทั้ง 6 ประเภท ก็ต้องบอกว่ากลุ่มแรก ที่เรียกว่ากลุ่มเสี่ยงต่ำ หรือไม่กล้าเสี่ยงก็ว่าได้ กลุ่มนี้ ถ้าจะเรียกง่ายๆ คือ หนักไม่เอา เบาไม่สู้ ขอแค่นี้แหละ เซฟๆ กลุ่มนี้ก็จะไม่คาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนมากนัก เอาแบบลงทุนแล้วไม่ผันผวนมาก ไม่อยากตื่นเต้น โดยทั่วไป เรามักจะเห็นผู้สูงอายุ มักจะอยู่ในกลุ่มนี้กัน
กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่กล้าลงทุน รับความผันผวนได้ ด้วยเชื่อว่า ในระยะยาวมันจะกลับมาสู่ที่เดิม และดีเหมือนเดิม กลุ่มนี้จึงไม่ค่อยหวั่นไหวกับความผันผวนช่วงสั้นๆ รับขาดทุนในช่วงสั้นๆ ได้ กลุ่มนี้เชื่อว่า หากจะหวังผลตอบแทนเยอะๆ ต้องกล้าลงทุน โดยทั่วไป เรามักจะเห็นผู้ลงทุนอายุน้อยๆ หรือผู้ที่อยู่ในวงการการเงิน วงการตลาดทุนส่วนใหญ่ มักจะอยู่ในกลุ่มนี้กัน

หัวใจสำคัญคือ บลจ.ธนชาต แนะนำให้ผสมการลงทุน โดยยึดหลัก
1.กระจายการลงทุนในทรัพย์สินที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงไม่ไปทางเดียวกันหรือพร้อมกันนัก หรือไม่ขึ้นแรง ลงแรงพร้อมกัน และ
2.เมื่อเวลาผ่านไป อย่าลืมการปรับน้ำหนักการลงทุน (Rebalance) กลับมาที่ระดับเดิม เพราะกลุ่มที่กำไรจะปูดเพิ่มสัดส่วนขึ้น กลุ่มที่ขาดทุนสัดส่วนจะลดลง การ Rebalance เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยสร้างวินัยในการ ซื้อถูก-ขายแพง

สำหรับพอร์ตที่ บลจ.ธนชาต นำเสนอ บลจ.ธนชาต แบ่งผู้ลงทุนออกเป็น 6 กลุ่ม โดยประเมินจากแบบประเมินที่ผู้ลงทุนต้องกรอกตามแบบประเมินความเสี่ยงที่ต้องตอบเวลาซื้อกองทุนรวมในปัจจุบัน ตามที่กฎของธุรกิจกองทุนรวมกำหนด ส่วนการจัดสรรการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ต่างๆ ของผู้ลงทุนที่มีความเสี่ยง 6 ระดับ บลจ.ธนชาต เสนอการจัดสรรการลงทุนทั้งหมด 18 รูปแบบ โดยกำหนดกรอบความเสี่ยงเป็น 6 ระดับให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน

ความเสี่ยงจากการลงทุน หมายถึงความไม่แน่นอนที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดไว้ การวัดค่าความเสี่ยงในที่นี้จึงเป็นการวัด ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation (S.D.) ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อันเป็นค่าที่บ่งถึงระดับของโอกาสที่จะไม่ได้รับอัตราผลตอบแทนตามที่คาดไว้
S.D.จะบอกถึงความไม่แน่นอนของผลตอบแทน
ยิ่ง S.D. สูง ก็คือ ความเสี่ยงจะสูงขึ้น

ซีรีส์ที่ 1 ลงทุนในไทยเท่านั้น
สำหรับผู้ลงทุนทั้ง 6 ระดับความเสี่ยง ตั้งแต่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำมาก จนถึงความเสี่ยงสูงมาก บลจ.ธนชาต เสนอการจัดสรรการลงทุนที่ลงทุนในประเทศเท่านั้น 6 รูปแบบ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน

1.ความเสี่ยงต่ำมาก ลงทุนในประเทศเท่านั้น
“ความเสี่ยงต่ำมาก” นี้ การจัดสรรการลงทุน จะคุมในระดับความเสี่ยง
ซึ่งเราวัดจากค่า “ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ Standard Deviation (S.D.)” อยู่ในช่วงประมาณ 1-2%
การผสมการลงทุนจะประกอบไปด้วย
การลงทุนในกองทุนตลาดเงิน ประมาณ 63% +
กองทุนตราสารหนี้ไทย 33% +
กองทุนหุ้นไทย 4%
จากการคำนวณย้อนหลังโดยใช้ ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2007 ถึง 5 มิถุนายน 2011 รูปแบบการจัดสรรการลงทุนแบบ นี้ ที่ผ่านมาจะได้
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 2.69% ย้อนหลัง 3 ปี 2.63%

2.ความเสี่ยงต่ำ ลงทุนในประเทศเท่านั้น
“ความเสี่ยงต่ำ” นี้ การจัดสรรการลงทุน จะคุมในระดับความเสี่ยง ซึ่งเราวัดจากค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ในช่วงประมาณ 2-5% การผสมการลงทุน
จะเริ่มไม่ลงทุนในกองทุนตลาดเงินแล้ว
แต่จะเพิ่ม การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย เป็น 83% +
กองทุนหุ้นไทย 17%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 7.21% ย้อนหลัง 3 ปี 5.13%

3.ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ ลงทุนในประเทศเท่านั้น
ระดับความเสี่ยง ซึ่งเราวัดจากค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ในช่วงประมาณ 5-8% ระดับความเสี่ยงนี้
เพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้นขึ้น โดยลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย 70% +
กองทุนหุ้นไทย 30%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 12.39% ย้อนหลัง 3 ปี 6.82%

4.ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง ลงทุนในประเทศเท่านั้น
ระดับความเสี่ยง ซึ่งเราวัดจากค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ในช่วงประมาณ 8-12%
เพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้น ขึ้นเป็น 43%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 17.5% ย้อนหลัง 3 ปี 8.3%

5.ความเสี่ยงสูง ลงทุนในประเทศเท่านั้น
ระดับความเสี่ยง ซึ่งเราวัดจากค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อยู่ในช่วงประมาณ 12-16%
เพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้น ขึ้นเป็น 65%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 26.2% ย้อนหลัง 3 ปี 10.5%

6.ความเสี่ยงสูงมาก ลงทุนในประเทศเท่านั้น
ระดับความเสี่ยง ซึ่งเราวัดจากค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สูงกว่า 16% ขึ้นไป
เพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้น ขึ้นเป็น 78%
ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 31.5% ย้อนหลัง 3 ปี 11.5%

ซีรีส์ที่ 2 ลงทุนในประเทศ&ทองคำ
สำหรับผู้ลงทุนที่ชื่นชอบทองคำ และต้องการผสมการลงทุนในทองคำเข้ามาด้วย แต่การลงทุนส่วนอื่น ยังคงต้องการลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น ถ้าเป็นแนวนี้ บลจ.ธนชาต ได้ทำออกมา 6 รูปแบบการจัดสรรการลงทุน ครบ 6 ระดับความเสี่ยง ดังนี้

1.ความเสี่ยงต่ำมาก ลงทุนในประเทศ+ทองคำ
นอกจากการลงทุนในประเทศแล้ว จะเริ่มผสมการลงทุนในทองคำเข้ามา โดยจัดสรรการลงทุนที่เสนอ คือ
กองทุนตลาดเงิน 66% +
กองทุนตราสารหนี้ไทย 28% +
กองทุนหุ้นไทย 3% +
กองทุนทองคำ 3%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 3.01% ย้อนหลัง 3 ปี 2.95%

2.ความเสี่ยงต่ำ ลงทุนในประเทศ + ทองคำ
การจัดสรรการลงทุนที่เสนอ จะเริ่มไม่ลงทุนในกองทุนตลาดเงินซึ่งความเสี่ยงต่ำมาก และผลตอบแทนก็ต่ำเช่นกัน โดยจะไปเพิ่มด้านตราสารหนี้ หุ้น และทองคำ แทน คือ
กองทุนตราสารหนี้ไทย 79% +
กองทุนหุ้นไทย 16% +
กองทุนทองคำ 5%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 8.12% ย้อนหลัง 3 ปี 5.85%

3.ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ ลงทุนในประเทศ + ทองคำ
เริ่มลดการลงทุนในตราสารหนี้ไทย และไปเพิ่มการลงทุนในหุ้นและทองคำ
จัดสรรเงินลงกองทุนตราสารหนี้ไทย 62% +
กองทุนหุ้นไทย 28% +
กองทุนทองคำ 10%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 14.13% ย้อนหลัง 3 ปี 8.21%

4.ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง ลงทุนในประเทศ + ทองคำ
เพิ่มการลงทุนในหุ้นไทยและทองมากกว่าเดิม
ลงกองทุนตราสารหนี้ไทย 45% +
กองทุนหุ้นไทย 40% +
กองทุนทองคำ 15%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 20.1% ย้อนหลัง 3 ปี 10.4%

5.ความเสี่ยงสูง ลงทุนในประเทศ + ทองคำ
ปรับเพิ่มการลงทุนในหุ้นไทยและทอง ลดตราสารหนี้ไทยลง โดย
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย 19% +
กองทุนหุ้นไทย 61% +
กองทุนทองคำ 20%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 30% ย้อนหลัง 3 ปี 13.2%

6.ความเสี่ยงสูงมาก ลงทุนในประเทศ + ทองคำ
เน้นลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้น โดย
ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ไทย 6% +
กองทุนหุ้นไทย 74% +
กองทุนทองคำ 20%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 35.5% ย้อนหลัง 3 ปี 14.3%

ซีรีส์ที่ 3 ลงทุนใน&ต่างประเทศ-ทองคำ
สำหรับผู้ลงทุนบางกลุ่ม การลงทุนในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่กลัว และอยากลงเพราะเห็นเป็นโอกาสที่แตกต่างจากบ้านเรา บลจ.ธนชาต จึงเสนอการผสมการลงทุนอีกซีรีส์หนึ่ง ผสมการลงทุนในประเทศ + ต่างประเทศ + ทองคำ โดยผสมออกมาเป็น 6 ระดับความเสี่ยงอีกเช่นกัน

1. ความเสี่ยงต่ำมาก ลงทุนใน&ต่างประเทศ+ทองคำ
ซีรีส์นี้จะเริ่มผสมการลงทุนในต่างประเทศเข้าไปด้วย โดยผสมกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศเพิ่มเข้ามา การจัดสรรการลงทุนที่เสนอ คือ
กองทุนตลาดเงิน 68% +
กองทุนตราสารหนี้ไทย 22%
กองทุนหุ้นไทย 2% +
กองทุนทองคำ 3% +
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 3.06% ย้อนหลัง 3 ปี 3.10%

2.ความเสี่ยงต่ำ ลงทุนใน&ต่างประเทศ + ทองคำ
การจัดสรรการลงทุนที่เสนอ คือ
กองทุนตลาดเงิน 21% +
กองทุนตราสารหนี้ไทย 35%+
กองทุนหุ้นไทย 6% +
กองทุนทองคำ 5% +
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 30% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ 3%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 8.16% ย้อนหลัง 3 ปี 6.71%

3.ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ ลงทุนใน&ต่างประเทศ + ทองคำ
เริ่มไม่ลงทุนในกองทุนตลาดเงินที่ความเสี่ยงต่ำมากและผลตอบแทนก็ต่ำเช่นกัน โดยนำเงินไปลงทุนด้านอื่นแทน
กองทุนตราสารหนี้ไทย 29%
กองทุนหุ้นไทย 12% +
กองทุนทองคำ 10% +
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 39% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ 10%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 13.85% ย้อนหลัง 3 ปี 9.11%

4.ความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง ลงทุนใน&ต่างประเทศ+ทองคำ
การจัดสรรที่เสนอ คือ
กองทุนตราสารหนี้ไทย 6%
กองทุนหุ้นไทย 15% +
กองทุนทองคำ 15% +
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 45% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ (ลงทุนทั่วโลก) 14% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ (เน้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหลักของเศรษฐกิจโลกและทรัพยากรธรรมชาติ ) 5%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 19% ย้อนหลัง 3 ปี 10.7%

5.ความเสี่ยงสูง ลงทุนใน&ต่างประเทศ+ทองคำ
ระดับความเสี่ยงสูงนี้ เริ่มไม่ลงทุนในตราสารหนี้ไทย และลดการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ แต่เพิ่มการลงทุนในหุ้นไทย หุ้นเทศ และทองคำแทน การจัดสรรที่เสนอ คือ
กองทุนหุ้นไทย 35% +
กองทุนทองคำ 20% +
กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 13% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ (ลงทุนทั่วโลก) 20% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ (เน้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหลักของเศรษฐกิจโลกและทรัพยากรธรรมชาติ ) 7% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ (เน้นกลุ่มสินค้า high end) 5%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 29.1% ย้อนหลัง 3 ปี 10.8%

6.ความเสี่ยงสูงมาก ลงทุนใน&ต่างประเทศ + ทองคำ
ไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งไทยและเทศเลย เน้นหุ้นไทย หุ้นเทศ การจัดสรรที่เสนอ คือ
กองทุนหุ้นไทย 45% +
กองทุนทองคำ 11% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ(ลงทุนทั่วโลก) 25% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ (เน้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหลักของเศรษฐกิจโลกและทรัพยากรธรรมชาติ ) 12% +
กองทุนหุ้นต่างประเทศ ต่างประเทศ (เน้นกลุ่มสินค้า high end) 7%
คำนวณผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 32.6% ย้อนหลัง 3 ปี 8.8%

"แผนกลยุทธ์ลงทุนข้อเสนอการผสมการลงทุน 3 ซีรีส์ 18 รูปแบบ ไม่ใช่สูตรบังคับว่าต้องทำจึงจะสำเร็จ แต่เป็นวิธีการลงทุนที่ บลจ.ธนชาต พยายามทำให้ง่ายขึ้น เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าเงินเล็ก เงินใหญ่ หลักหมื่น หรือหลักล้าน รวมถึงคนที่ทำการกระจายการลงทุนอยู่แล้ว อาจนำเอาข้อเสนอของ บลจ.ธนชาต ทั้ง 18 รูปแบบนี้ ลองเปรียบเทียบกับการลงทุนในปัจจุบัน ว่าต้องการจะปรับเปลี่ยนหรือคงไว้อย่างเดิม"

หากคุณคือนักลงทุนคนหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะ"กระจายการลงทุน" แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองพิจารณาโมเดลเหล่านี้ดูไว้เป็นทางเลือก
http://bit.ly/mPsmTO




การลงทุนแบบ ปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch)


Peter Lynch - Finance and Investing



การลงทุนแบบ ปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch)

นักลงทุนในยุคหลังๆ อาจจะลืมชื่อนี้ไปบ้างแต่ถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวในวงการหุ้น โดยเฉพาะที่สหรัฐ ในช่วง 10 ปีก่อนโดยประมาณ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนคนนี้ดังมากๆ และได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการกองทุนที่ทำเงินในตลาดหุ้นได้มากที่สุดคนหนึ่ง โดยในช่วงหลังๆ ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกจะล้างมือในอ่างทองคำ (เลิกบริหารกองทุน) และไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ

ปีเตอร์ ลินซ์ นับว่าเป็นคนที่ทำงานหนักมาก และจริงๆ จังๆ คนหนึ่งใบหน้าและลักษณะท่าทางของเขามักจะแก่เกินอายุจริง ผมที่หงอกสะท้อนถึงการใช้ความคิดที่มากกว่าบุคคลทั่วไป และไม่แปลกอะไรการที่เขาจะตัดสินใจลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเขาต้องเข้าไปรู้ให้ซึ้งถึงกิจการนั้นๆ ด้วยตัวเขาเอง

ปีเตอร์ ลินซ์ ได้แต่งหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่ขายดีและโด่งดังเล่มหนึ่งชื่อ ONE UP ON WALL STREET ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เขาได้แบ่งกลยุทธ์ในการลงหุ้นไว้อยู่ 6 วิธีใหญ่ๆ โดยมีการคัดเลือกตามกลุ่มหุ้น และในส่วนตัวของผมคิดว่าน่าสนใจและมีแนวคิดที่น่าจะเอาอย่าง

1. The Slow Growers หรือ น่าจะเรียกคำจำกัดความง่ายๆ เป็นภาษาไทยได้ว่า "หุ้นค่อยๆ โต" หรือ "หุ้นโตช้า" ท่านผู้อ่านถ้าใครนึกถึงวัฏจักรธุรกิจได้ที่มีอยู่ 4 ระดับ คือ เริ่มต้น, เติบโต, คงที่ และถดถอย ก็ต้องบอกว่าหุ้น The Slow Growers อยู่ในขั้นตอนการคงที่ ซึ่งโดยลักษณะก็คือ บริษัทเรานี้จะเติบโตเพียงเล็กน้อย แต่อาจจะมีปันผลที่อยู่ในขั้นที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินไปขยายกิจการแล้ว

ปีเตอร์ ลินซ์ แนะนำว่า หุ้นเหล่านี้ไม่มีอะไรที่น่าสนใจในการลงทุนเพราะจุดเด่นของกิจการหมดไปแล้ว

2. The Stalwarts ค่อนข้างใกล้เคียงกับ The Slow Growers แต่จะแตกต่างเล็กน้อยว่า บริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ แต่การเจริญเติบโตค่อนข้างคงที่ คือ เฉลี่ยต่อปีประมาณ 10% โดยการเคลื่อนไหวราคาหุ้นในกลุ่มนี้มักจะไม่แบนราบเสียทีเดียวแต่ก็จะไม่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

ปีเตอร์ ลินซ์ แนะนำว่า การเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเช่นนี้ ควรเข้าซื้อในช่วงหุ้นตกหรือเกิดวิกฤตการณ์ เนื่องจากบริษัทแบบนี้จะไม่ล้มหายตายไปไหน ผมคิดๆ ดูแล้ว ค่อนข้างเหมาะสมในภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่ยังอยู่ภาวะที่ไม่ค่อยดี ซึ่งในกลยุทธ์เพิ่มเติมของ ปีเตอร์ ลินซ์ ก็บอกว่านี้คือโอกาสในการเข้าซื้อ และค่อยขายเมื่อเห็นว่ากำไรพอสมควร

3. The Fast Growers คำจำกัดความง่ายๆ ภาษาไทยก็คือ หุ้นที่เจริญเติบโตเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นหุ้นที่ขนาดไม่ใหญ่นัก เนื่องจากเป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ โดยถ้านับตามวัฏจักรธุรกิจ ก็คือ อยู่ในช่วงเจริญเติบโต หรือ ท่านผู้อ่านคงคิดง่ายๆ ถึงบรรดาหุ้น ดอทคอม ทั้งหลาย ซึ่งถ้าย้อนถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันเราคงนึกถึงหุ้นในตลาดหุ้น nasdaq ของสหรัฐ เราคงจะเห็นว่าในช่วงหลายปีก่อน มีการปรับตัวขึ้นจากหุ้นละ 10$ ไปสู่ 100$ กว่าๆ อย่างสบาย และในที่สุดเมื่อผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่คาดความล้มสลายก็เกิดขึ้นแ ละมีการย้อนกลับมา ที่ระดับราคาเดิม

ปีเตอร์ ลินซ์ แนะนำบอกว่า การซื้อหุ้นเหล่านี้เขาแนะนำให้ซื้อเก็บเข้าไว้ แต่ต้องคอยดูงบการเงินของบริษัทเหล่านี้อยู่เสมอ เนื่องจากหุ้น The Slow Growers จะมีการปรับตัวขึ้นก่อนหน้าผลการดำเนินงานและเมื่อไรผมการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขยายความง่ายๆ สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็คือ สมมติเราซื้อหุ้นด้วยวิธีการดู P/E (ราคาหารด้วยผลกำไร) ซึ่งยิ่งน้อยจะยิ่งดี แต่ราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะขึ้นก่อน แต่กำไรจะไม่แสดง (P/D ราคาหารด้วยความฝัน) เมื่อกำไรที่เกิดขึ้นไปตามที่คาดราคาหุ้นจะขึ้นต่อและค่อนข้างแรง แต่ถ้ากำไรที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่คาดราคาหุ้นจะขึ้นต่อและค่อนข้างแรง แต่ถ้ากำไรที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่ราคา ราคาหุ้นจะลงแรง

4. The Cyclicals ชื่อนี้สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้วคงจะคุ้นเคย แต่สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้นอาจจะต้องทำความเข้าใจหน่อย เพราะว่าหุ้นนี้ก็คือเป็นหุ้นวัฏจักร ก็คือมีขึ้นมีลง สังเกตได้ชัดเจนในหุ้นกลุ่มที่มีการขึ้นลงตามราคาวัตถุดิบ เช่นหุ้นกลุ่มกระดาษ หรือ หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี โดยราคาหุ้นเหล่านี้ จะมีการขึ้นลงตามวัตถุดิบไปเรื่อยๆ

ปีเตอร์ ลินซ์ แนะนำว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ อยู่ที่จังหวะและโอกาส คือต้องสามารถคาดการณ์ได้ว่าจังหวะไหนจะเป็นวัฏจักรขาขึ้น และควรซื้อหุ้นดักหน้า แต่ถ้าไม่ดีก็ควรขายออกทันที

5. Turnaround Stock เป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว จากภาวะตกต่ำและเป็นหุ้นประเภทเดียวจาก 6 กลุ่มที่ ปีเตอร์ ลินซ์ มีการย่ำเป็นพิเศษว่า "ต้องซื้อ" สาเหตุสำคัญก็เนื่องจากว่าหุ้นกลุ่มนี้สามารถสร้างกำไรให้ผู้ซื้ออย่างเป็นกอบเป็นกำ

ปีเตอร์ ลินซ์ ยังแนะนำต่อไปว่า การเข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ควรช้อนซื้อโดยไม่สนใจคำเตือนของใครๆ และต้องใจเย็นเมื่อซื้อเข้าไปแล้ว และในที่สุดท่านจะได้กำไรอย่างมหาศาล

6. The Asset Play เป็นหุ้นที่อยู่ในรูปของบริษัทที่มีสินทรัพย์แฝงอยู่ แต่ยังไม่เป็นที่เปิดเผยออกมา โดยอาจจะเป็นในรูปที่ดิน, เงินสด หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ก็ได้

ปีเตอร์ ลินซ์ แนะนำว่า ถ้าค้นพบบริษัทไหนมีสินทรัพย์แฝงอยู่ให้ซื้อเก็บไว้และอดทนรอระยะหนึ่ง และก็จะได้กำไรอย่างคุ้มค่าเหนื่อย


วิธีการและแนวทางในการลงทุน

อันดับแรก เปิดหูเปิดตาให้กว้างเพื่อรับฟังแนวคิดใหม่ๆ

แนวคิดหลักของลินซ์คือ เราสามารถเลือกลงทุนได้จากสิ่งรอบตัวเรา เช่นถ้าเราเลือกที่จะสนใจในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจอยู่แล้ว อาจจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือแม้แต่การสังเกตเพื่อนบ้านที่กำลังถอยรถใหม่ออกมา หรือเห็นโรงงานข้างทางกำลังขยายโรงงาน สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวช่วยให้เราเลือกลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม.

แหล่งข้อมูลที่คุณสามารถหาได้ดีที่สุด :งานของคุณ ซึ่งมันทำให้คุณคุ้นเคยกับธุรกิจ และคุณสามารถเข้าใจลูกค้า และผู้ขายวัตถุดิบอยู่แล้ว เช่นหากคุณเป็นแพทย์ คุณจะเข้าใจโรงพยาบาล เข้าใจผู้ป่วย และบริษัทเวชภัณฑ์ ว่าเขาทั้งหมดต้องการอะไร และโรงพยาบาล และบริษัทเวชภัณฑ์สามารถสนองความต้องการของผู้ป่วยได้หรือไม่ งานอดิเรกและ การพักผ่อนของคุณ เช่นกีฬาที่เล่น สถานที่ที่เล่น ห้างสรรพสินค้าและสินค้าที่คุณ และเพื่อนๆของคุณนิยมซื้อกันครอบครัวของคุณและของเพื่อนฝูง พวกเขาก็จะมีงานและงานอดิเรกของเขาซึ่งคุณสอบถามข้อมูลจากเขาได้ การสังเกต และประสบการณ์ของคุณที่มีต่อบริษัทที่คุณรู้จัก

อันดับที่สอง จัดหมวดหมู่ความคิดของคุณ

บริษัทต่างๆสามารถจัดประเภทได้ 6 ประเภทหลักๆ ดังนี้

ประเภทอุ้ยอ้าย (Slow growers)
การเติบโตของกำไรจะสุงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเล็กน้อย ประมาณ 2-4% ต่อปี

ประเภทแข็งแกร่ง(Stalwarts)
บริษัทที่ดีมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี

ประเภทโตเร็ว (Fast growers)
บริษัทเล็กๆที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี

ประเภทขึ้นลงตามวัฎจักร (Cyclicals)
บริษัทที่กำไรขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ

ประเภทเริ่มฟื้นตัว (Turnarounds)
บริษัทที่ประสบปัญหา แต่มีสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ชัดเจน

ประเภทสินทรัพย์แฝง (Asset plays)
บริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ หรือมูลค่าตามบัญชีที่เราทราบแต่อีกหลายคนในตลาดยังไม่ทราบ เช่นที่ดินที่มีอยู่อาจมีมูลค่าสูงมาก ในบริษัทประกันภัยที่ตั้งสำรองเงินประกันสูงๆ

ใช้ความพยายามที่มีอยู่ในการหาหุ้นประเภทโตเร็ว เพราะหากซื้อที่ราคาที่เหมาะสมอาจทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงถึงสิบเท่าตัว นอกจากนั้นให้มองหาหุ้นประเภทกำลังฟื้นตัว และบางครั้งควรเป็นประเภทมีสินทรัพย์แฝง.

อย่าถือเงินสด ทางที่ดีคือนำเงินสดที่เหลืออยู่ไปลงทุนในหุ้นประเภทที่แข็งแกร่ง(Stalwarts) เพราะคุณจะไม่พลาดเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หลีกเลี่ยง หุ้นประเภทอุ้ยอ้าย(กำไรน้อยเกินไป) กับหุ้นประเภทขึ้นลงตามวัฎจักรที่กำลังแย่ลง

อันดับที่สาม สรุปเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบริษัทที่เลือกได้

เหตุผลที่สนใจในบริษัทนี้ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทนี้ประสบความสำเร็จ อุปสรรคที่จะทำให้บริษัทล้มเหลวได้ ต้องแน่ใจว่าเรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทนั้น ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถจัดลงในประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว ตัวอย่างคำถามง่ายๆที่ควรจะถามตัวเองเสมอเช่น”ถ้าบริษัทนี้จัดเป็นประเภทโตเร็ว แล้วสิ่งใดเป็นตัวที่ทำให้มันเติบโตอย่างต่อเนื่อง?

อันดับที่สี่ ตรวจสอบตัวเลขที่สำคัญ Fourthly, check the key numbers.

ถ้าคุณสนใจในสินค้าและบริการใดในบริษัท ให้ตรวจสอบว่ายอดขายต้องมากเท่าไรจึงจะสามารถมีกำไรในจำนวนมากได้ (ตรวจสอบ Profit Margin)

ให้ความสำคัญกับบริษัทที่อัตราส่วน P/E ต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น (ให้ตรวจสอบ PEG)

ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีเงินสดจำนวนมากพอที่จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง ให้ระวังบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูง(D/E หรือ Gearing สูง) โดยเฉพาะหนี้ที่มาจากวงเงินเบิกเกินบัญชี ซึ่งจะต้องจ่ายเมื่อถูกทวงถาม ซึ่งไม่เหมือนกับหุ้นกู้ที่มีระยะเวลากำหนดแน่นอน(ถ้าเป็นหนี้ชนิดหุ้นกู้จะดีกว่าเพราะตราบใดที่ยังจ่ายดอกเบี้ยได้ เจ้าหนี้จะเอาเงินคืนก่อนกำหนดไม่ได้)

หากเป็นบริษัทประเภทแข็งแกร่งหรือโตเร็ว ให้เลือกบริษัทที่มีกำไรก่อนภาษีสูงๆ หากเป็นบริษัทประเภทเริ่มฟื้นตัว ให้เลือกบริษัทที่ราคาต่ำแต่มีศักยภาพที่จะกลับมาสูง.

อันดับที่ห้า ไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น

จำไว้เสมอว่า กำไรขาดทุนที่จะได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น .

ซื้อหุ้นเมื่อแน่ใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ที่ราคาที่เหมาะสม ลงทุนเต็มที่ตลอดเวลา

ขายหุ้นประเภทแข็งแกร่ง เมื่อ PEG สูงประมาณ 1.2 – 1.4 หรือเห็นแนวโน้มว่าการเติบโตเริ่มลดลง

ขายหุ้นประเภทโตเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณว่าจะไม่มีทางขยายการลงทุนได้อีกแล้ว หรือการขยายกิจการนั้นเริ่มทำให้การขยายตัวลดลง หรือเมื่อ PEG สูงประมาณ 1.5 – 2.0

ขายหุ้นประเภทมีสินทรัพย์แฝง เมื่อมีการซื้อกิจการเกิดขึ้น หรือเมื่อกิจการขายสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น


25 กฏเหล็กการลงทุน
ของ ปีเตอร์ ลินซ์ (Peter Lynch)

คำแนะนำดีๆจากนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ ‘ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch)’ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนแม็คเจ็ลลัน โดยสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงมากในระดับ 29% แบบทบต้นในระยะเวลา 13 ปีที่เขาบริหารงานอยู่ กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ มีหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือ 25 กฎเหล็กในการลงทุนของปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อย และน่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุน

25 กฎเหล็กในการลงทุนของปีเตอร์ ลินช์มีดังนี้

1. การลงทุนนั้นสนุก ตื่นเต้น และอันตรายมากถ้าคุณไม่ศึกษาหรือวิเคราะห์ก่อนลงทุน

2. ความเก่งหรือความสามารถในการลงทุนของคุณนั้น ไม่ใช่จะได้มาจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หรือผู้รู้ในตลาดหุ้น แต่ความเก่งหรือความสามารถในการลงทุนของคุณนั้นอยู่ในตัวคุณอยู่แล้ว คุณจะสามารถชนะตลาดหุ้นได้ ถ้าคุณลงทุนในบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่คุณเข้าใจอยู่แล้ว

3. 30 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นถูกโน้มน้าวหรือถูกควบคุมโดยนักลงทุนมืออาชีพ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีผลต่อตลาดมาก อย่างไรก็ตาม ถ้านักลงทุนรายใหม่อยากชนะตลาดก็ควรวิเคราะห์ หรือศึกษาการลงทุนจะดีกว่าที่จะฟังคนอื่นบอกมาอีกที

4. ติดตามบริษัทที่คุณได้ทำการลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ

5. ผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นอาจจะไม่มีความสัมพันธ์ในระยะสั้น หนึ่งเดือนหรือสองเดือน แม้กระทั้งสองหรือสามปี แต่ในระยะยาวผลประกอบการของบริษัทและราคาหุ้นมีความสัมพันธ์กัน 100 เปอร์เซ็นต์

6. คุณต้องรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของหุ้นอะไร และเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกเป็นเจ้าของหุ้นตัวนี้

7. การวิเคราะห์การลงทุนในระยะยาวเกินไป บ่อยครั้งที่จะคลาดเคลื่อนจากที่คิดไว้

8. การมีหุ้นนั้นเปรียบได้เหมือนมีลูก อย่าไปมีหุ้นมากเกินกว่าแรงของตัวเองจะรับไหว

9. ถ้ายังหาหุ้นที่น่าลงทุนไม่ได้ จงอย่าลงทุนและนำเงินไปฝากธนาคารจนกว่าจะหาเจอ

10. จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่ร้อนในอุตสาหกรรมที่แรง และควรลงทุนหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตน้อยจะเป็นผู้ชนะในส่วนมาก

11. ถ้าพูดถึงบริษัทขนาดเล็กคุณควรจะรอจนกว่าบริษัทมีความสามารถทำกำไรสม่ำเสมอ แล้วค่อยตัดสินใจลงทุน

12. ถ้าคุณอยากลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต จงลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสที่จะรอดจากช่วงวิกฤตได้

13. ถ้าคุณลงทุน $1,000 ในตลาดหุ้น คุณมีโอกาสที่จะขาดทุนมากที่สุดเท่ากับ $1,000 แต่มีโอกาสทำกำไรมากถึง $10,000 หรือ $50,000 ถ้าคุณใจเย็นและมีความรู้ในการลงทุน

14. ในทุกอุตสาหกรรมนักลงทุนสมัครเล่นสามารถหาบริษัทที่ดีเยี่ยมก่อนนักลงทุนมืออาชีพนานเลยทีเดีย

15. ตลาดหุ้นตกเป็นเรื่องธรรมชาติเปรียบเหมือนฝนที่ต้องตกทุกปี

16. นักลงทุนทุกคนมีความสามารถที่จะทำกำไรในตลาดหุ้น แต่ไม่ทุกคนที่มีความกล้า ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทที่ต้องขายหุ้นในช่วงเวลาหุ้นตกหรือช่วงตกใจ จงอย่าลงทุนในหุ้น

17. อย่าวิตกกังวลในปัจจัยภายนอกมากเกินไป นักลงทุนควรขายหุ้นทำกำไรก็ต่อเมื่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นแย่ลง

18. ไม่มีใครสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย แนวโน้มเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นได้ ดังนั้นจงติดตามบริษัทที่คุณได้ทำการลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ

19. ถ้าคุณวิเคราะห์ 10 บริษัท คุณจะเจอ 1 บริษัทที่เด่นกว่าที่คุณคิดไว้ ถ้าคุณวิเคราะห์ 50 บริษัทคุณจะเจอ 5 บริษัทที่ดีเยี่ยม

20. ถ้าคุณไม่ศึกษาหรือวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบไม่ดูไพ่

21. ถ้าเวลาอยู่ข้างเดียวกับคุณ หากคุณลงทุนในบริษัทชั้นดีคุณสามารถที่จะรอได้ แต่หากคุณพลาดการลงทุนในหุ้น Wal-Mart มันก็ยังเป็นหุ้นที่น่าซื้ออยู่ดี แต่เวลาจะเป็นศัตรูกับคุณถ้าคุณซื้อออปชั่น

22. ถ้าคุณอยากลงทุนแต่คุณไม่มีเวลาทำการบ้าน คุณควรจะซื้อกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและกองทุนหลายประเภท

23. ภาษีที่คิดจากส่วนต่างของราคาจะส่งผลในเชิงลบกับนักลงทุนที่สับเปลี่ยนกองทุนบ่อยครั้งเกินไป หากคุณลงทุนในกองทุนหนึ่งกองหรือหลายกองที่ให้ผลตอบแทนดีๆ จงอย่าขายพวกมันออกไปแบบใช้อารมณ์ จงถือกองทุนเหล่านั้น

24. ในบรรดาตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นที่อเมริกาให้ผลตอบแทนรวมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสูงเป็นอันดับแปดของโลก คุณจะสามารถหาประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วกว่าโดยการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศที่มีผลตอบแทนที่ดี

25. ในระยะยาวแล้ว พอร์ตการลงทุนที่ประกอบด้วยหุ้นและกองทุนหุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพอร์ตที่ประกอบด้วยตราสารหนี้หรือการลงทุนในตลาดเงิน อย่างไรก็ตามในระยะยาว พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นและกองทุนหุ้นแบบแย่ๆ จะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินที่ถูกเก็บเอาไว้ใต้ที่นอนได้

จากกฎเหล็ก 25 ข้อข้างต้น หวังว่าคงเป็นคำแนะนำที่ดีเพื่อช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรที่จะต้องประเมินผลตอบแทนให้คุ้มกับความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเราเองด้วยครับ

ข้อมูลจาก thaihoon
ที่มา : sienhoon.com
http://www.sarut-homesite.net/
http://www.facebook.com/notes/thailand-investment-forum/



1
2

Wish You Happinessss

Success is not the key to happiness. Happiness is the key to success. 
If you love what you are doing, you will be successful. 

~ Albert Schweitzer ~

 คัมภีร์ 5 ห่วง  วิถีแห่ง "ซามูไร" วิถีแห่งนักรบ "บูชิโด"   แนวคิดของตัวเม่น   GOOD LUCK สร้างแรงบันดาลใจเพื่อความสำเร็จ ในชีวิตและธุรกิจด้วยตัวคุณเอง    Why complicate life ?   3 x 8 = เท่าไหร่ ?????   "ฉันชื่อ..โอกาส"

Wish You Happinessss